Posts Tagged ‘ไทย’

 

เนื่องด้วยเสียงตอบรับที่ดีจากโปรแกรมหุ้นไทย “Peace Portfolio Manager” https://play.google.com/store/apps/details?id=com.peacedeveloper.PeacePortfolioManager
ผมเลยเขียนโปรแกรมตัวใหม่ขึ้นมาเพื่อให้ตอบรับความต้องการของนักลงทุนที่ใช้ android ให้มากยิ่งขึ้นครับ
โดยฟังก์ชั่นการติดตามข่าวผมมีแผนจะเพิ่มให้กับ โปรแกรม”Peace Portfolio Manager” เพียงแต่โปรแกรม “Peace Stock News” ตัวใหม่นี้จะสะดวกและกิน Bandwidth น้อยกว่า เนื่องจากไม่ต้อง Streaming เหมือน “Peace Portfolio Manager”

ฟีเจอร์สำคัญ
– เพิ่มลดรายการหุ้นที่ต้องการติดตาม
– ข่าวสารหุ้นรายตัว
– แบ่งปันภาพหน้าจอผ่านทาง social network หรือ email

อ่านต่อ…

Advertisements

หลังจากที่ทำให้เพื่อน ๆ หลายคนต้องรอคอยกันมานาน
วันนี้ก็ได้ฤกษ์ดีออกตัวใหม่มาแล้วครับ โดยตัวนี้จะเป็นตัวแก้ bug ที่จู่ ๆ AI หยุดเดินเอาดื้อ ๆ

Download กันได้ที่นี่เลยครับ

https://peacedev.wordpress.com/download/

วันนี้พึ่งจะกลับจากทริปแม่สะเรียง-ปายมาเลยหยิบรูปติดไม้ติดมือมาฝากที่ blog นี้เสียหน่อย

IMG_8905-720
รูปนี้เป็น Landscape ที่จ.แม่ฮ่องสอนครับ

หลังจากที่อมไว้นาน
ตอนนี้ผมได้ลองเพิ่มระบบการวาด กับ ระบบฟิสิกส์ 2 มิติ เข้าไปในThaithon ดูแล้วครับ

ThaiThonPhysics2d

Download ได้ที่นี่เลยครับ
https://peacedev.wordpress.com/download/

ในบทความนี้ผมขอพูดถึงตลาดหุ้นในมุมมองของความน่าจะเป็น แบบไม่อิงปัจจัยทั่วไปดูนะครับ

หากเรามองในมุมมองของนักพนันแล้ว ตลาดหุ้นซึ่งมีความน่าจะเป็นแค่เพียง 2 ชนิดคือ ขึ้น หรือ ลง จะมีความน่าจะเป็นคือ 50/50 หรือมีผลตอบแทนคาดหวังที่ 0%
อันที่จริงแล้วจากการสำรวจโดยทั่วไปพบว่าโดยเฉลี่ยตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ 10% ต่อปี
ดังนั้นผลตอบแทนคาดหวังไม่น่าจะเป็น 0% แต่ควรจะเป็นบวกเล็กน้อย อย่างน้อย ๆ หาสุ่มซื้อหุ้นมาซักกลุ่มโดยที่ไม่มีความรู้เลยก็น่าจะมีกำไรในระยะยาวที่ 10% ต่อปี ได้ไม่ยากนัก
แต่ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเราจึงมักได้ยินเรื่องราวของคนที่หมดตัวจากตลาดหุ้นบ่อย ๆ

คำตอบก็คือ “คอมมิชชั่น”
ใช่แล้วครับ ค่าคอมมิชชั่น 0.25 % นั่นแหละที่ทำให้คนหมดตัวกัน
ผลตอบแทนต่อปี 10% ถ้าหากคิดเป็นผลตอบแทนต่อวัน จะเท่ากับ 10/365 = 0.027 %
ดังนั้นผลตอบแทนคาดหวังในตลาดหุ้นแบบ day trade ที่ซื้อขายกันวันต่อวันจึงเป็น 0.027-(0.25*2) = -0.473 %

หากคุณใช้เงินต้นจำนวน1,000,000 บาททำการซื้อขายแบบเต็มจำนวนทุก ๆ วันด้วยอัตรากำไรคาดหวัง -0.473 %  นี้เป็นเวลา 200 วัน มีโอกาสสูงมากที่เงินต้นของคุณจะเหลือเพียงประมาณ 387,420.59 บาท หรือประมาณ 38.74%

ภาคผนวก
การคำนวนผลตอบแทนจากผลตอบแทนคาดหวังตามจำนวนครั้งด้วยภาษา"ไทยธอน"

เงินต้น = 1000000
ผลตอบแทนคาดหวัง = -0.473
จำนวนวันที่ทำการซื้อขาย = 200
แต่ละ วันที่ทำการซื้อขาย ใน ระยะ(จำนวนวันที่ทำการซื้อขาย):
    เงินต้น = เงินต้น+(ผลตอบแทนคาดหวัง*เงินต้น/100.)
แสดงผล(เงินต้น)

เมื่อกลางปีที่แล้วผมได้เริ่มเข้าตลาดหุ้นครั้งแรก ด้วยความรู้และจำนวนเงินที่มีไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ
ดังนั้นจึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์(Strategy) ให้กับการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกเพื่อให้เผชิญกับความเสี่ยงอย่างน้อยที่สุด และต้องมีผลตอบแทนเป็นบวกในระยะยาวอย่างน้อย 10% ต่อปี

การที่ได้เข้ามาในตลาดใหม่ ๆ นั้นผมตระหนักถึง“ความไม่รู้” ของตัวเองเป็นอย่างดีจึงได้วางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตไว้ว่า จะจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงไว้ในหุ้นที่ตัวเองมองว่าดีอย่างน้อย 10 ตัวขึ้นไปโดยมีสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตไม่ต่างกันมาก
หลายท่านคงเคยได้ยิน แนวทางการลงทุนจากปรมจารย์แห่งการลงทุนหลาย ๆ  ท่านได้กล่าวไว้ว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดนั้นต้องมาจากการลงทุนแบบมุ่งเน้น(Focus) หรือเลือกลงทุนไว้ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวนั้น ผมเองก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ว่าผมคิดว่าตัวเองยังไม่เจ๋งพอที่จะไป Focus กับเค้าได้ครับ :)

ส่วน วิธีการซื้อขายนั้นได้วางเอาไว้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว คือ อย่างน้อย 1 ปี อาจจะไม่ขายหุ้นเลยถ้าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่แย่ลงมาก โดยจะทะยอยเข้าซื้อแบบ Dollar cost averaging <http://en.wikipedia.org/wiki/Dollar_cost_averaging> (ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Dollar cost averaging แต่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำแบบนี้ หลังจากนั้นก็มาอ่านเจอวิธีนี้ทีหลัง ซึ่งแถวบ้านเราเรียกว่า “ถัวเฉลี่ย”) ซึ่งจะเข้าชื้อเป็นประจำทุกเดือน จากเงินที่เหลือใช้จากเงินเดือน

วิธีการแบบ Dollar cost averaging นี้หากใช้อย่างถูกต้อง และ ใช้อย่างมีวินัยในช่วงตลาดขาลงแล้ว จะทำให้เรามีผลตอบที่สูงกว่าตลาดเสมอหากตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นอก จากนั้นแล้วเรายังได้เห็นความเป็นไปของหุ้นแต่ละตัวในตลาดขาลงอยู่เป็นระยะ ๆ และมีโอกาสดี ๆ ที่จะเข้าไปเก็บหุ้นที่มี upside สูง ๆ ได้
สำหรับมือ ใหม่อย่างผมแล้วผมใช้โอกาสนี้ฝึกฝนและปรับตัวไปเรื่อย ๆ จนรู้ว่าตัวเองต้องเลือกหุ้นแบบไหน และ คาดหวังผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่”การปรับพอร์ตครั้งใหญ่”ของผม ซึ่งถ้าหากมีโอกาสจะได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อไป

หลังจากกำหนด ยุทธศาสตร์การลงทุนของตัวเองได้แล้วผมก็ปฎิบัติตามแนวทางที่ตัวเองเป็นผู้ เลือกอย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลา 1 ปี ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง (คือซื้อไปเรื่อย ๆ แม้จะเห็นเงินตัวเองมีมูลต่าตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ )
จำ ได้ว่า ครึ่งปีแรกกราฟแท่งสีแดงในรูปมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละอันยาว ๆ กว่าสีเขียวทั้งนั้น ส่วนสีเขียวมีให้เห็นอยู่ประปรายเหมือนหย่อมหญ้าบนภูเขาหัวโล้น
สำหรับแผนภูมิทรงกลมนี้เป็น สัดส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนที่ได้รับการปรับพอร์ตครั้งใหญ่แล้วหลังจากสรุปภาวะการลงทุนในปีแรกได้

stock01b

What’s new

– add read file
– add write file
– add database system
– add SynthLab Module for sound synthesis
– change look and feel

get it form Here