Posts Tagged ‘ยุทธศาสตร์’

ช่วงนี้หุ้นตกลงมาเรื่อย ๆ หลาย ๆ คนที่มีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตเริ่มตั้งคำถามกันต่าง ๆ นา ๆ
และคำถามยอดฮิตคงไม่พ้นว่า “หุ้นตก ทำอย่างไรดี?” หลายครั้งเวลามีคนมาถามผมตอนที่หุ้นตก(ทีตอนหุ้นขึ้นไม่เห็นจะมาถามอะไร) ผมอยากตอบกลับไปว่า “หุ้นตกก็เก็บสิครับ” แต่บางครั้งก็ตอบไปอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะให้ความเห็นว่าอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เพราะกว่าที่หุ้นจะตกจนร้อนใจมาถามใครต่อใครว่าควรจะทำอย่างไรนั้น ราคามันมักจะตกหนักจนเกินจุดที่ควรจะ cut lost ไปตั้งนานแล้ว

ผมคิดว่าการที่ใครสักคนเกิดความกังกลอย่างมากมาย กับการที่หุ้นตกลงมามาก ๆ นั้น น่าจะมาจากปัญหาในวิธีการลงทุนของเขาเป็นหลัก

ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ พึ่งเข้าตลาดมาไม่นาน เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
น่าจะเป็นเพราะเขายังศึกษามาไม่พอ หรือไม่ก็ลงทุนในจำนวนเงินที่มากเกินความรู้ของตนเอง

ถ้าเป็นเทคนิคเชียล เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
แสดงว่าเขาไม่ได้ทำตามวินัย หรือขาดวินัยในการทำตามแผนการหรือระบบ

ถ้าลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานหรือเป็น VI เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ก็น่าจะเป็นเพราะเขาไม่ได้ประเมิน Down side Risk อย่างสมเหตุสมผล หรือไม่ก็ตั้งความคาดหวังเอาไว้เกินจริง

อ่านต่อ…

เคยพบเจอไหมครับ หลายคนเล่นหุ้นตามเซียนซื้อตามเซียนแล้ว แต่ตัวเองกลับขาดทุน
หลายคนเห็นจังหวะเซียนเข้าเลยเข้าตามเซียน แต่ก็ยังขาดทุน

หลาย ๆ คนไม่ว่าจะพยายามเลียนแบบเซียนหุ้นยังไงก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที
มีหลายคนที่ยังเข้าใจกันผิด ๆ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นคือ การซื้อแล้วหุ้นขึ้น หรือ ขายแล้วหุ้นก็ลงในทันที

ที่ผมคิดว่าการเข้าออกถูกจังหวะได้ตลอดเวลานั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนักก็เพราะว่า ปรมจารย์ทั้งหลายเองก็ยังทำผิดพลาดได้บ่อย ๆ
ผมได้ยินมาว่า Warren Buffett เศรษฐีนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ก็เคยซื้อหุ้นแล้วราคามันลงทิ้งดิ่งต่อไปอีก อยู่หลายครั้ง
หรือ George Soros สุดยอดนักเก็งกำไร ก็ยังตัดสินใจผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งมาก

ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการประสบจะความสำเร็จได้ในตลาดการเงิน
ผมคิดว่าหากมีสิ่งใดที่สำคัญที่สุด สิ่งนั้นน่าจะเป็น “กลยุทธ์” (Strategy) ที่ใช้ในการลงทุนครับ
หากเราสามารถพัฒนา และ เลือกใช้กลยุทธ์ ที่ดีและเหมาะสมกับตัวเราได้นั้น ความสำเร็จและความมั่งคั่งจากการลงทุนก็ไม่น่าไกลเกินเอื้อม
แต่การจะมี กลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จได้นั้น เราจำเป็นต้องมี “ความรู้” ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเราได้
นอกจากนั้นยังต้องมี “วินัย” ที่จะทำให้เราปฎิบัติตามกลยุทธ์นั้นได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวชี้นำ

อ่านต่อ…

พิชัยยุทธ์ซุนวู ฉบับ นักลงทุนผู้เฉียบแหลม เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ที่จะประยุกต์เอา พิชัยยุทธ์ซุนวู แบบดั้งเดิมมาใช้กับการลงทุนในปัจจุบัน

ทีแรกตั้งใจว่าจะใช้ชื่อ นักลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Invester) แต่คิดว่ายังมีเนื้อหาบางส่วนที่ออกนอกกรอบของ VI เลยคิดขึ้นมาอีกชื่อเป็น นักลงทุนผู้ชาญฉลาด (Intelligent Invester) แต่เนื่องจากเนื้อหาไม่ตรงกับ หลักสูตร Intelligent Invester ที่มีอยู่แล้ว จึงขอเรียกว่า นักลงทุนผู้เฉียบแหลม (Smart Invester) แทนครับ

ซุนวู ประเมินศึก บทที่ 1
เจ้านายมีคุณธรรมหรือไม่ แม่ทัพสามารถหรือไม่ วินัยเข้มงวดหรือไม่ กองทัพเข้มแข็งหรือไม่ ทหารฝึกดีหรือไม่ การรางวัลลงโทษแจ่มชัดหรือไม่
แม่ทัพใดเชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักชนะ ให้เอาตัวไว้ แม่ทัพใดไม่เชื่อแผนศึกเรา ใช้ก็จักแพ้ ให้ปลดออกไป
อันสงครามนั้น คือการใช้เล่ห์เพทุบาย
SI ประเมินสภาพกิจการ
เจ้าของมีคุณธรรมหรือไม่ ผู้บริหารสามารถหรือไม่ สินค้า/บริการเข้มงวดหรือไม่ ผลประกอบการเข้มแข็งหรือไม่ พื้นฐานดีหรือไม่ ปันผลแจ่มชัดหรือไม่
ผู้บริหารใดมีธรรมาภิบาล ใช้ก็จักทำกำไร ให้เอาตัวไว้ ผู้บริหารใดไม่มีธรรมาภิบาล ใช้ก็จักแพ้ ให้ปลดออกไป
อันธุรกิจนั้น เต็มไปด้วยเล่ห์เพทุบาย

ซุนวู การทำศึก บทที่ 2
แม่ทัพผู้มีสติปัญญา พึงหาอาหารจากข้าศึก
SI การเลือกลงทุน
นักลงทุนผู้เฉียบแหลมพึงมองหาธุรกิจดี ๆ ที่มีคนทำอยู่ก่อนแล้ว แล้วเข้าซื้อยามสบโอกาส

อ่านต่อ…

priceCutting_2_2

ในเกมนี้เป็นการตัดราคาเพื่อให้ตนมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยการยอมลดราคาลงให้ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่าเดิม และสุดท้ายทำให้กำไรสุทธิของผู้ตัดราคาเพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่ากำไรต่อหน่วยจะลดลง

เกมนี้ไม่มีกลยุทธ์เด่น เพราะไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงเสมอ ไม่มีจุดสมดุลของแนช เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน คู่แข่งก็สามารถเลือกผลตอบแทนให้สูงขึ้นได้เสมอ
แต่โปรดสังเกตุว่าหากมีใครเลือกตัดราคาเพื่อให้ผลตอบแทนของตนสูงขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนรวมของทั้งสองฝ่ายลดลงเสมอ เนื่องจากราคาในตลาดของสินค้าต่อหน่วยนั้นถูกลง

ดังนั้นหากเกิดสงครามราคาเช่นนี้ขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว ทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายคือ การที่ไม่มีใครคิดเริ่มสงครามราคา

เนื่องจากเนื้อหาใน blog แห่งนี้ได้ดำเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์มาในลักษณะของเกมกระดานแล้ว ดังนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงทฤษฎีเกม ที่ใช้ในการหากลยุทธที่ดีที่สุดในการเล่นเกม

ทฤษฎีเกม ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2473
ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 จอห์น แนชได้ พัฒนาการศึกษาในด้านทฤษฎีเกมในด้านต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น การศึกษาถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดของเกมที่ทุกคนพอใจในตำแหน่งนี้ เรียกว่า “จุดสมดุลของแนช” ซึ่งต่อมาทำให้จอห์น แนช ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์
ซึ่งในภายหลัง ได้มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของเขา(จอห์น แนช)คือเรื่อง A Beautiful Mind

ตัวอย่างของทฤษฎีเกม

เกมในแบบปกติที่ไม่มีลำดับขั้นของผู้เล่นนี้เรานิยมเขียนผังเกมไว้ในรูปของตาราง(Normal form)
ตัวอย่างของเกมแบบ Normal form ได้แก่
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s dilemma)

เกมนี้ถือเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิคอันหนึ่งของทฤษฎีเกม
โดยเกมนี้มีผู้เล่น 2 คน คือ คนร้ายA และ คนร้ายB
คนร้ายทั้งสองคนนี้ถูกแยกตัวกันสอบปากคำ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะไม่มีทางรู้การตัดสินใจของอีกฝ่าย
หากคนร้ายคนใดให้การสารภาพ โดยที่อีกฝ่ายไม่รับสารภาพ ฝ่ายให้การจะไม่ได้รับโทษ แต่อีกฝ่ายจะถูกจำคุก15ปี เนื่องจากจำนนต่อพยานและหลักฐาน
หากต่างฝ่ายต่างสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือคนละ 5 ปี
แต่หากไม่มีใครสารภาพจะถูกจำคุกคนละ 1 ปีจากข้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ

เกมนี้สามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางได้ดังนี้

รับสารภาพ ไม่รับสารภาพ
รับสารภาพ -5,-5 0, -15
ไม่รับสารภาพ -15,0 -1,-1

จุดเด่นของเกมนี้คือจุดสมดุลของแนชอยู่ที่จุด (-5,-5) ซึ่งไม่ใช่จุดที่มีประโยชน์สูงสุด แต่ผู้เล่นไม่สามารถเปลี่ยนไปยังจุดอื่นที่ได้ประโยชน์สูงกว่านี้ได้

สำหรับเกมที่ผู้เล่นสลับกันเดินในแต่ละตานั้นเรานิยมเขียนผังเกมในรูปแบบของแผนภาพต้นไม้ (Extensive form)

ตัวอย่างของเกมในรูปแบบ Extensive form

เกมตัดราคา

Price01

เกมนี้เป็นเกมที่ฝ่าย A และ ฝ่าย B เป็นคู่แข่งทางการค้าที่อยู่ในฐานะทางตลาดเท่ากัน ผลิตสินค้าแบบเดียวกับ ในต้นทุนที่เท่า ๆ กัน และในตลาดของสินค้านี้มีผู้ค้าเพียง 2 เจ้า
ฝ่าย A เริ่มดำเนินการก่อนโดยตัดสินใจทำการตัดราคา เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางตลาดมากกว่าฝ่าย B
ฝ่าย B จึงมีทางเลือก 3 ทางคือ อยู่เฉย ๆ ,ตัดราคาตามฝ่าย A และ ตัดราคาให้ต่ำกว่าฝ่าย A

หากอยู่เฉย ๆ ฝ่าย B จะเสียเปรียบเพราะฝ่าย A จะชนะโดยได้ส่วนแบ่งทางตลาดที่สูงกว่า
หากตัดราคาให้มากกว่าฝ่าย A ในตาเดินนี้ ฝ่าย B เป็นผู้ชนะแต่อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพราะต่างฝ่ายต่างสูญเสียและจะทำให้เกมนี้กลับไปเริ่มเกมแบบเดิมใหม่อีกครั้งโดยที่คราวนี้ B เป็นฝ่ายเดินก่อนในแต้มที่ลดลงทั้ง2ฝ่าย
จุดที่ดีที่สุดคือ B เลือกลดราคาตาม ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่กลับมาสู่จุดทัดเทียมกันอีกครั้ง ซึ่งในบทหน้าเราจะมาขยายความในเกมตัดราคากัน

ทฤษฎีเกมเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งสนับสนุนแนวคิด “Simple is the best” เนื่องด้วยทฤษฎีเกมเป็นทฤษฎีที่เรียบง่าย แต่กลับนำมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้อย่างดี ซึ่งในภายหลังได้นำมาใช้ในด้านต่าง ๆ มากมายเช่น อธิบายปรากฎการณ์ทาง สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์, ชีวะวิทยา, การเจรจาต่อรอง, การแข่งขันทางธุรกิจ, กลยุทธ์ทางการทหาร เป็นต้น
หากมีโอกาสผมจะขอนำเอารายละเอียดส่วนลึกกว่านี้มานำเสนอกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1

เมื่อกลางปีที่แล้วผมได้เริ่มเข้าตลาดหุ้นครั้งแรก ด้วยความรู้และจำนวนเงินที่มีไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ
ดังนั้นจึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์(Strategy) ให้กับการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกเพื่อให้เผชิญกับความเสี่ยงอย่างน้อยที่สุด และต้องมีผลตอบแทนเป็นบวกในระยะยาวอย่างน้อย 10% ต่อปี

การที่ได้เข้ามาในตลาดใหม่ ๆ นั้นผมตระหนักถึง“ความไม่รู้” ของตัวเองเป็นอย่างดีจึงได้วางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตไว้ว่า จะจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงไว้ในหุ้นที่ตัวเองมองว่าดีอย่างน้อย 10 ตัวขึ้นไปโดยมีสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตไม่ต่างกันมาก
หลายท่านคงเคยได้ยิน แนวทางการลงทุนจากปรมจารย์แห่งการลงทุนหลาย ๆ  ท่านได้กล่าวไว้ว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดนั้นต้องมาจากการลงทุนแบบมุ่งเน้น(Focus) หรือเลือกลงทุนไว้ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวนั้น ผมเองก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ว่าผมคิดว่าตัวเองยังไม่เจ๋งพอที่จะไป Focus กับเค้าได้ครับ :)

ส่วน วิธีการซื้อขายนั้นได้วางเอาไว้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว คือ อย่างน้อย 1 ปี อาจจะไม่ขายหุ้นเลยถ้าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่แย่ลงมาก โดยจะทะยอยเข้าซื้อแบบ Dollar cost averaging <http://en.wikipedia.org/wiki/Dollar_cost_averaging> (ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Dollar cost averaging แต่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำแบบนี้ หลังจากนั้นก็มาอ่านเจอวิธีนี้ทีหลัง ซึ่งแถวบ้านเราเรียกว่า “ถัวเฉลี่ย”) ซึ่งจะเข้าชื้อเป็นประจำทุกเดือน จากเงินที่เหลือใช้จากเงินเดือน

วิธีการแบบ Dollar cost averaging นี้หากใช้อย่างถูกต้อง และ ใช้อย่างมีวินัยในช่วงตลาดขาลงแล้ว จะทำให้เรามีผลตอบที่สูงกว่าตลาดเสมอหากตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นอก จากนั้นแล้วเรายังได้เห็นความเป็นไปของหุ้นแต่ละตัวในตลาดขาลงอยู่เป็นระยะ ๆ และมีโอกาสดี ๆ ที่จะเข้าไปเก็บหุ้นที่มี upside สูง ๆ ได้
สำหรับมือ ใหม่อย่างผมแล้วผมใช้โอกาสนี้ฝึกฝนและปรับตัวไปเรื่อย ๆ จนรู้ว่าตัวเองต้องเลือกหุ้นแบบไหน และ คาดหวังผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่”การปรับพอร์ตครั้งใหญ่”ของผม ซึ่งถ้าหากมีโอกาสจะได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อไป

หลังจากกำหนด ยุทธศาสตร์การลงทุนของตัวเองได้แล้วผมก็ปฎิบัติตามแนวทางที่ตัวเองเป็นผู้ เลือกอย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลา 1 ปี ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง (คือซื้อไปเรื่อย ๆ แม้จะเห็นเงินตัวเองมีมูลต่าตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ )
จำ ได้ว่า ครึ่งปีแรกกราฟแท่งสีแดงในรูปมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละอันยาว ๆ กว่าสีเขียวทั้งนั้น ส่วนสีเขียวมีให้เห็นอยู่ประปรายเหมือนหย่อมหญ้าบนภูเขาหัวโล้น
สำหรับแผนภูมิทรงกลมนี้เป็น สัดส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนที่ได้รับการปรับพอร์ตครั้งใหญ่แล้วหลังจากสรุปภาวะการลงทุนในปีแรกได้

stock01b

ในเกมหรือการแข่งขันใด ๆ นั้น ส่วนสำคัญในการกำหนดแผนการอาจจำแนกได้เป็นสองส่วนคือ
ยุทธศาสตร์(Strategy) หรือ กลยุทธ์ใหญ่ที่เป็นภาพรวมของแผนการทั้งหมด และ
ยุทธวิธี(Tactics) หรือ กลยุทธ์แยกย่อย ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า

ยุทธวิธี <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_tactics ,http://en.wikipedia.org/wiki/Go_tactics>
มัก ประกอบไปด้วยกลยุทธ์แยกย่อยต่าง ๆ นานา มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งการใช้ยุทธวิธีได้อย่างได้ประสิทธิภาพนั้นผู้ใช้ต้องมีความสามารถและ ไหวพริบที่จะดึงเอากลยุทธ์ที่มีอยู่ออกมาพลิกแพลงตามสถานะการณ์ได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงและต้องการ การฝึกฝนเป็นเวลานาน

ยุทธศาสตร์ <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_strategy , http://en.wikipedia.org/wiki/Go_strategy>
เป็นภาพรวมหรือภาพใหญ่ของแผนการที่จะใช้ในการดำเนินเกม ซึ่งภาพรวมนี้มักเป็นแนวทางที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น

หาก เปรียบกับเกมกระดานแล้ว ยุทธศาสตร์ เปรียบเหมือนกับการเปิดเกม(Game openning) ส่วน ยุทธวิธีเปรียบได้กับ การรบพุ่งในช่วงกลางเกม(Middle game)
ในชั้นเชิงยุทธวิธีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนั้น แต่การวัดผลนั้นสามารถทำได้ง่ายและวัดผลได้ทันที
ส่วน ยุทธศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาในการสังเกตผลลัพท์ และ ในหลาย ๆ ครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์นั้น ๆ เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีหรือไม่

ในเกมการแข่งขั้น ทั้ง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน
แต่ ยุทธศาสตร์ที่ดีนั้นทำให้เกมของยุทธวิธีนั้นง่ายขึ้นมาก ซึ่งในหลายกรณีนั้นยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่ามักกำหนดชัยชนะไปกว่าครึ่ง


ในเกมหมากรุกตามภาพตัวอย่างนี้ ถึงแม้จำนวนหมาก(Material) จะสมดุลกัน แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น(ขั้นละประมาณ 60-70 ELO)


เช่น เดียวกันกับเกมหมากล้อมดังภาพตัวอย่างนี้ ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีกลุ่มที่ตาย และยังไม่มีหมากเชลย แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น

ในเกมการลงทุนนั้นหากเราเลือกยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องและเหมาะกับตัวเรา แล้ว ผลลัพธ์ที่คาดหวังก็คงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ส่วนเรื่องยุทธวิธีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมกันอีกที เพื่อผลลัพธ์ที่เหนือกว่า