Posts Tagged ‘ยุทธวิธี’

ช่วงนี้หุ้นตกลงมาเรื่อย ๆ หลาย ๆ คนที่มีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตเริ่มตั้งคำถามกันต่าง ๆ นา ๆ
และคำถามยอดฮิตคงไม่พ้นว่า “หุ้นตก ทำอย่างไรดี?” หลายครั้งเวลามีคนมาถามผมตอนที่หุ้นตก(ทีตอนหุ้นขึ้นไม่เห็นจะมาถามอะไร) ผมอยากตอบกลับไปว่า “หุ้นตกก็เก็บสิครับ” แต่บางครั้งก็ตอบไปอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะให้ความเห็นว่าอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เพราะกว่าที่หุ้นจะตกจนร้อนใจมาถามใครต่อใครว่าควรจะทำอย่างไรนั้น ราคามันมักจะตกหนักจนเกินจุดที่ควรจะ cut lost ไปตั้งนานแล้ว

ผมคิดว่าการที่ใครสักคนเกิดความกังกลอย่างมากมาย กับการที่หุ้นตกลงมามาก ๆ นั้น น่าจะมาจากปัญหาในวิธีการลงทุนของเขาเป็นหลัก

ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ พึ่งเข้าตลาดมาไม่นาน เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
น่าจะเป็นเพราะเขายังศึกษามาไม่พอ หรือไม่ก็ลงทุนในจำนวนเงินที่มากเกินความรู้ของตนเอง

ถ้าเป็นเทคนิคเชียล เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
แสดงว่าเขาไม่ได้ทำตามวินัย หรือขาดวินัยในการทำตามแผนการหรือระบบ

ถ้าลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานหรือเป็น VI เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ก็น่าจะเป็นเพราะเขาไม่ได้ประเมิน Down side Risk อย่างสมเหตุสมผล หรือไม่ก็ตั้งความคาดหวังเอาไว้เกินจริง

อ่านต่อ…

Advertisements

ในคราวที่แล้วที่ผมได้กล่าวถึง สูตรเคลลี่ ซึ่งหลาย ๆ คนอาจเริ่มสงสัยกันบ้างแล้วเกี่ยวกับที่มาที่ไปของสูตร รวมถึงการประยุกต์ใช้ เพราะสูตรเคลลี่ ดูไม่ค่อยจะเหมือนสูตรที่จะเอามาใช้ในการลงทุนทั่ว ๆ ไปสักเท่าใดนัก

ที่จริงแล้วสูตรของเคลลี่หากจะให้พูดกันตรง ๆ แล้วคือ คิดขึ้นมาสำหรับใช้ bet กับการพนันนั่นแหละครับ ส่วนคนที่เอาไปทดลองจนโด่งดังขึ้นมาก็เอาไปทดลองกับ poker จนร่ำรวย
(แต่ผมไม่สนันสนุนการพนันนะครับ)

ที่ต่างกับตลาดหุ้นหรือการลงทุนทั่วไปก็คือ
1. การ bet ของเคลลี่ไม่ขึ้นกับเวลา ก็คือการ bet แต่ละครั้งสามารถวัดผลได้เกือบจะทันที ส่วนในตลาดจะมีเรื่องของจังหวะเวลาเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราต้องการตัดข้อจำกัดนี้ก็ทำได้โดยการกำหนดเวลาวัดผลตายตัว
เช่น 1วัน, 1 ไตรมาส,  1 ปี ฯลฯ
2. การ bet ในการพนัน ส่วนใหญ่สามารถหาค่าความน่าจะเป็นที่แม่่นยำได้อย่างตายตัว แต่ตลาดหุ้นมีปัจจัยแวดล้อมมากมายที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งอันนี้คงต้องบอกว่าเป็นศิลปะของแต่ละตัวบุคคล

อ่านต่อ…

priceCutting_2_2

ในเกมนี้เป็นการตัดราคาเพื่อให้ตนมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยการยอมลดราคาลงให้ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่าเดิม และสุดท้ายทำให้กำไรสุทธิของผู้ตัดราคาเพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่ากำไรต่อหน่วยจะลดลง

เกมนี้ไม่มีกลยุทธ์เด่น เพราะไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงเสมอ ไม่มีจุดสมดุลของแนช เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน คู่แข่งก็สามารถเลือกผลตอบแทนให้สูงขึ้นได้เสมอ
แต่โปรดสังเกตุว่าหากมีใครเลือกตัดราคาเพื่อให้ผลตอบแทนของตนสูงขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนรวมของทั้งสองฝ่ายลดลงเสมอ เนื่องจากราคาในตลาดของสินค้าต่อหน่วยนั้นถูกลง

ดังนั้นหากเกิดสงครามราคาเช่นนี้ขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว ทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายคือ การที่ไม่มีใครคิดเริ่มสงครามราคา

ในเกมหรือการแข่งขันใด ๆ นั้น ส่วนสำคัญในการกำหนดแผนการอาจจำแนกได้เป็นสองส่วนคือ
ยุทธศาสตร์(Strategy) หรือ กลยุทธ์ใหญ่ที่เป็นภาพรวมของแผนการทั้งหมด และ
ยุทธวิธี(Tactics) หรือ กลยุทธ์แยกย่อย ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า

ยุทธวิธี <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_tactics ,http://en.wikipedia.org/wiki/Go_tactics>
มัก ประกอบไปด้วยกลยุทธ์แยกย่อยต่าง ๆ นานา มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งการใช้ยุทธวิธีได้อย่างได้ประสิทธิภาพนั้นผู้ใช้ต้องมีความสามารถและ ไหวพริบที่จะดึงเอากลยุทธ์ที่มีอยู่ออกมาพลิกแพลงตามสถานะการณ์ได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงและต้องการ การฝึกฝนเป็นเวลานาน

ยุทธศาสตร์ <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_strategy , http://en.wikipedia.org/wiki/Go_strategy>
เป็นภาพรวมหรือภาพใหญ่ของแผนการที่จะใช้ในการดำเนินเกม ซึ่งภาพรวมนี้มักเป็นแนวทางที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น

หาก เปรียบกับเกมกระดานแล้ว ยุทธศาสตร์ เปรียบเหมือนกับการเปิดเกม(Game openning) ส่วน ยุทธวิธีเปรียบได้กับ การรบพุ่งในช่วงกลางเกม(Middle game)
ในชั้นเชิงยุทธวิธีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนั้น แต่การวัดผลนั้นสามารถทำได้ง่ายและวัดผลได้ทันที
ส่วน ยุทธศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาในการสังเกตผลลัพท์ และ ในหลาย ๆ ครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์นั้น ๆ เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีหรือไม่

ในเกมการแข่งขั้น ทั้ง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน
แต่ ยุทธศาสตร์ที่ดีนั้นทำให้เกมของยุทธวิธีนั้นง่ายขึ้นมาก ซึ่งในหลายกรณีนั้นยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่ามักกำหนดชัยชนะไปกว่าครึ่ง


ในเกมหมากรุกตามภาพตัวอย่างนี้ ถึงแม้จำนวนหมาก(Material) จะสมดุลกัน แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น(ขั้นละประมาณ 60-70 ELO)


เช่น เดียวกันกับเกมหมากล้อมดังภาพตัวอย่างนี้ ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีกลุ่มที่ตาย และยังไม่มีหมากเชลย แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น

ในเกมการลงทุนนั้นหากเราเลือกยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องและเหมาะกับตัวเรา แล้ว ผลลัพธ์ที่คาดหวังก็คงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ส่วนเรื่องยุทธวิธีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมกันอีกที เพื่อผลลัพธ์ที่เหนือกว่า