Posts Tagged ‘ทฤษฎีเกม’

priceCutting_2_2

ในเกมนี้เป็นการตัดราคาเพื่อให้ตนมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น โดยการยอมลดราคาลงให้ต่ำกว่าคู่แข่งเพื่อที่จะได้ส่วนแบ่งตลาดที่มากกว่าเดิม และสุดท้ายทำให้กำไรสุทธิของผู้ตัดราคาเพิ่มขึ้นด้วย แม้ว่ากำไรต่อหน่วยจะลดลง

เกมนี้ไม่มีกลยุทธ์เด่น เพราะไม่ว่าเลือกทางไหนก็มีโอกาสที่จะได้ผลตอบแทนที่ต่ำลงเสมอ ไม่มีจุดสมดุลของแนช เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน คู่แข่งก็สามารถเลือกผลตอบแทนให้สูงขึ้นได้เสมอ
แต่โปรดสังเกตุว่าหากมีใครเลือกตัดราคาเพื่อให้ผลตอบแทนของตนสูงขึ้น จะทำให้ผลตอบแทนรวมของทั้งสองฝ่ายลดลงเสมอ เนื่องจากราคาในตลาดของสินค้าต่อหน่วยนั้นถูกลง

ดังนั้นหากเกิดสงครามราคาเช่นนี้ขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายในระยะยาว ทางที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่ายคือ การที่ไม่มีใครคิดเริ่มสงครามราคา

Advertisements

ในกลยุทธ์การตัดราคานั้นผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้นย่อมเป็นส่วนแบ่งในตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่นั้นหมายถึงกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นด้วย
แต่ก็มีบางกรณีเช่นกัน ที่ผู้ค้ายอมตัดราคาแบบเข้าเนื้อ ซึ่งเป็นการยอมมีกำไรลดลงหรือขาดทุนเพื่อมุ่งหวังไปที่การครอบครองตลาดโดยเฉพาะ
ในตัวอย่างนี้จะของเสนอทฤษฎีเกมที่เป็นการตัดราคาแบบเข้าเนื้อ
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น เราจะทำการจำกัดขนาดของเกมโดยที่เกมนี้มีผู้เล่น 2 ฝ่าย ฝ่าย A และ ฝ่าย B เป็นคู่แข่งทางการค้าที่อยู่ในฐานะทางตลาดเท่ากัน ผลิตสินค้าแบบเดียวกับ ในต้นทุนที่เท่า ๆ กัน

priceCutting_2_3

เกมนี้ไม่มีกลยุทธ์เด่นเนื่องจากไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีโอกาสแพ้อีกฝ่ายได้ทั้งสองทาง
จุดสมดุลของแนชในเกมนี้คือ (2,2) ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เล่นทุกฝ่ายได้ประโยชน์ในเกมสูงที่สุดโดยที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนไปเลือกทางอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้

ถ้าหากมองตาม Model นี้จะเห็นว่าสงครามราคาไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยนักโดยเฉพาะสงครามราคาที่คู่ค้าต่างมีต้นทุนที่เท่ากันและอยู่ในฐานะทางการตลาดที่ใกล้เคียงกัน

ในชีวิตจริงเราจะเห็นได้จากความได้เปรียบของผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งทำการผูกขาดตลาดอยู่ ซึ่งหากมีรายเล็กซึ่งอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด รายใหญ่สามารถใช้กลยุทธ์การตัดราคาแบบยอมเข้าเนื้อได้เนื่องจากตนมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามากและมีเงินทุนที่เป็นหน้าตักสำหรับใช้ตัดราคาสูงกว่า จนสุดท้ายรายเล็กทนขาดทุนไม่ได้และต้องถอนตัวไปในที่สุด

ในบทหน้าจะขอเสนอเกมตัดราคาในรูปแบบทั่วไปครับ

เนื่องจากเนื้อหาใน blog แห่งนี้ได้ดำเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์มาในลักษณะของเกมกระดานแล้ว ดังนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงทฤษฎีเกม ที่ใช้ในการหากลยุทธที่ดีที่สุดในการเล่นเกม

ทฤษฎีเกม ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2473
ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 จอห์น แนชได้ พัฒนาการศึกษาในด้านทฤษฎีเกมในด้านต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น การศึกษาถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดของเกมที่ทุกคนพอใจในตำแหน่งนี้ เรียกว่า “จุดสมดุลของแนช” ซึ่งต่อมาทำให้จอห์น แนช ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์
ซึ่งในภายหลัง ได้มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของเขา(จอห์น แนช)คือเรื่อง A Beautiful Mind

ตัวอย่างของทฤษฎีเกม

เกมในแบบปกติที่ไม่มีลำดับขั้นของผู้เล่นนี้เรานิยมเขียนผังเกมไว้ในรูปของตาราง(Normal form)
ตัวอย่างของเกมแบบ Normal form ได้แก่
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s dilemma)

เกมนี้ถือเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิคอันหนึ่งของทฤษฎีเกม
โดยเกมนี้มีผู้เล่น 2 คน คือ คนร้ายA และ คนร้ายB
คนร้ายทั้งสองคนนี้ถูกแยกตัวกันสอบปากคำ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะไม่มีทางรู้การตัดสินใจของอีกฝ่าย
หากคนร้ายคนใดให้การสารภาพ โดยที่อีกฝ่ายไม่รับสารภาพ ฝ่ายให้การจะไม่ได้รับโทษ แต่อีกฝ่ายจะถูกจำคุก15ปี เนื่องจากจำนนต่อพยานและหลักฐาน
หากต่างฝ่ายต่างสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือคนละ 5 ปี
แต่หากไม่มีใครสารภาพจะถูกจำคุกคนละ 1 ปีจากข้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ

เกมนี้สามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางได้ดังนี้

รับสารภาพ ไม่รับสารภาพ
รับสารภาพ -5,-5 0, -15
ไม่รับสารภาพ -15,0 -1,-1

จุดเด่นของเกมนี้คือจุดสมดุลของแนชอยู่ที่จุด (-5,-5) ซึ่งไม่ใช่จุดที่มีประโยชน์สูงสุด แต่ผู้เล่นไม่สามารถเปลี่ยนไปยังจุดอื่นที่ได้ประโยชน์สูงกว่านี้ได้

สำหรับเกมที่ผู้เล่นสลับกันเดินในแต่ละตานั้นเรานิยมเขียนผังเกมในรูปแบบของแผนภาพต้นไม้ (Extensive form)

ตัวอย่างของเกมในรูปแบบ Extensive form

เกมตัดราคา

Price01

เกมนี้เป็นเกมที่ฝ่าย A และ ฝ่าย B เป็นคู่แข่งทางการค้าที่อยู่ในฐานะทางตลาดเท่ากัน ผลิตสินค้าแบบเดียวกับ ในต้นทุนที่เท่า ๆ กัน และในตลาดของสินค้านี้มีผู้ค้าเพียง 2 เจ้า
ฝ่าย A เริ่มดำเนินการก่อนโดยตัดสินใจทำการตัดราคา เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางตลาดมากกว่าฝ่าย B
ฝ่าย B จึงมีทางเลือก 3 ทางคือ อยู่เฉย ๆ ,ตัดราคาตามฝ่าย A และ ตัดราคาให้ต่ำกว่าฝ่าย A

หากอยู่เฉย ๆ ฝ่าย B จะเสียเปรียบเพราะฝ่าย A จะชนะโดยได้ส่วนแบ่งทางตลาดที่สูงกว่า
หากตัดราคาให้มากกว่าฝ่าย A ในตาเดินนี้ ฝ่าย B เป็นผู้ชนะแต่อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพราะต่างฝ่ายต่างสูญเสียและจะทำให้เกมนี้กลับไปเริ่มเกมแบบเดิมใหม่อีกครั้งโดยที่คราวนี้ B เป็นฝ่ายเดินก่อนในแต้มที่ลดลงทั้ง2ฝ่าย
จุดที่ดีที่สุดคือ B เลือกลดราคาตาม ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่กลับมาสู่จุดทัดเทียมกันอีกครั้ง ซึ่งในบทหน้าเราจะมาขยายความในเกมตัดราคากัน

ทฤษฎีเกมเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งสนับสนุนแนวคิด “Simple is the best” เนื่องด้วยทฤษฎีเกมเป็นทฤษฎีที่เรียบง่าย แต่กลับนำมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้อย่างดี ซึ่งในภายหลังได้นำมาใช้ในด้านต่าง ๆ มากมายเช่น อธิบายปรากฎการณ์ทาง สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์, ชีวะวิทยา, การเจรจาต่อรอง, การแข่งขันทางธุรกิจ, กลยุทธ์ทางการทหาร เป็นต้น
หากมีโอกาสผมจะขอนำเอารายละเอียดส่วนลึกกว่านี้มานำเสนอกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1