Posts Tagged ‘ถัวเฉลี่ย’

Anchoring หรือ การผูกติด เป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยา ถูกคิดขึ้นครั้งแรกโดย Amos Tversky และ Daniel Kahneman มีความหมายถึงอคติของมนุษย์ที่มักไปผูกติดกับข้อมูลบางอย่างมากจนเกินไป มักเกิดขึ้นเมื่อเราใช้สามัญสำนึกไปตัดสินใจในเรื่องใด ๆ โดยปราศจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

ตัวอย่างแรกในการทดลอง “การผูกติด” นี้ ผู้ทดลองได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีชนชาติอาฟริกันจำนวนเท่าใดในสหรัฐอเมริกา  ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 10 %” มักจะตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 25%
ส่วนผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 65 %” มักจะให้ตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 45%

ตัวอย่าง ในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกขอให้เขียนเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคม จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองก็ถูกขอให้ประมูลสิ่งของที่ตนเองไม่รู้มูลค่า เช่น ไวน์ ช็อคโกแล็ต หรือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ผลปรากฎว่า ผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมที่สูง ๆ จะให้มูลค่าประมูลสูงกว่าผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมต่ำ ๆ ถึง 60-120%

ความผิดปกติเหล่านี้ เกิดจาก “การผูกติด” นั่นเองครับโดยในการทดลองแรก ผู้เข้าร่วมทดลองไปผูกติดกับคำถาม ที่ถามนำ ส่วนการทดลองหลัง ผู้เข้าร่วมทดลองดันไปผูกติดกับหมายเลขประกันสังคมของตัวเองซึ่งไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับมูลค่าของ สิ่งของที่ใช้ประมูลเลย

ตัวอย่างการผูกติด นี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้บ่อย ๆ แต่บางครั้งถ้าเราเอาการผูกติดนี้มาใช้ประเมินสถานการณ์สำคัญ ๆ อย่างการลงทุนนั้น อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างมหาศาล

อ่านต่อ…

จากตัวอย่างในตอนที่แล้วเราได้เห็นมุมมองของกลุ่มที่สังเกตุจาก สิ่งเร้าที่นำไปสู่การตอบสนองกันไปแล้ว
คราวนี้ลองมาดูมุมมองของกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ กระบวน(process)ของของจิตใจเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มพฤติกรรมจะมองข้ามส่วนนี้ไป
การวิเคราะห์กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตจะเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผมเชื่อว่าพอได้อ่านทฤษฎีหรือแนวคิดของกลุ่มนี้แล้วอาจมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย

เมื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เริ่มมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ จิตใจของนักลงทุนจะได้รับสิ่งเร้าทางลบเกิดเป็นความคับข้องใจ ที่จุดนี้จะเป็นที่ ๆ ความกลัวในจิตใต้สำนึกของเขาต้องต่อสู้กับหลักการหรือตัวอย่างการลงทุนต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้มาซึ่งหากความกลัวชนะพวกเขาจะขายทันที
แต่หากหลักการหรือสิ่งยึดเหนี่ยวของเขาเอาชนะความกลัวได้ ความกลัวหรือความคับข้องใจของเขาจะถูกเก็บกด(Repression)เอาไว้ในระดับจิต ใต้สำนึก
นักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นระยะยาว VI หรือ VS ทุกคนต่างเก็บกดความคับข้องใจเอาไว้ในลักษณะต่าง ๆ กันรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

อ่านต่อ…

มีเพื่อน ถามมาถึงพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยราคาของนักลงทุนเวลาที่หุ้นมันลงมาเรื่อย ๆ ว่ามีความเกี่ยวข้อง และ สามารถอธิบายในทาง Behavioral finance ได้อย่างไร

ขอตอบว่า
วิธีถัวเฉลี่ยถ้าใช้ให้ถูกวิธีจะเป็นคุณมากกว่าโทษ
ในขณะที่ผู้ที่ศึกษา finance หรือ economic มาโดยตรงมักจะไม่สนับสนุนวิธี DCA เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่ไร้เหตุผล
แต่ผู้ที่ศึกษา behavioral finance ส่วนใหญ่จะสนับสนุนการใช้ DCA เพราะจะช่วยลบเจตคติที่โอนเอียงของนักลงทุนได้

ตัวอย่าง การถัวเฉลี่ยตามแนวคิดของ behavioral finance (ภาษาอังกฤษ)

http://knol.google.com/k/the-merits-of-dollar-cost-averaging-dca#
http://www.yorku.ca/milevsky/Papers/WP2001C.pdf
http://personal.fidelity.com/products/funds/content/pdf/dollar_cost_averaging_bear_market_solution_update.pdf

แต่อย่างไรก็ดีการถัวเฉลี่ยโดยผิดหลักการอาจสร้างความเสียหายอย่างมากมายแก่นักลงทุนได้
วันนี้เราลองมาอธิบายพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยในทาง ทฤษฎีกันดู
เริ่มจากแนวพฤติกรรม
จิตวิทยา สายที่ศึกษาทางพฤติกรรม มักจะมองว่ากระบวนการ(process)ภายในจิตใจเป็นเหมือน กล่องดำ(Black box)ซึ่งจะแกะออกดูภายในไม่ได้ ดังนั้น เราจะสนใจแต่ input หรือสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล กับ output หรือปฎิกิริยาที่เกิดจากสิ่งเร้า เท่านั้น

อ่านต่อ…

เมื่อกลางปีที่แล้วผมได้เริ่มเข้าตลาดหุ้นครั้งแรก ด้วยความรู้และจำนวนเงินที่มีไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ
ดังนั้นจึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์(Strategy) ให้กับการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกเพื่อให้เผชิญกับความเสี่ยงอย่างน้อยที่สุด และต้องมีผลตอบแทนเป็นบวกในระยะยาวอย่างน้อย 10% ต่อปี

การที่ได้เข้ามาในตลาดใหม่ ๆ นั้นผมตระหนักถึง“ความไม่รู้” ของตัวเองเป็นอย่างดีจึงได้วางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตไว้ว่า จะจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงไว้ในหุ้นที่ตัวเองมองว่าดีอย่างน้อย 10 ตัวขึ้นไปโดยมีสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตไม่ต่างกันมาก
หลายท่านคงเคยได้ยิน แนวทางการลงทุนจากปรมจารย์แห่งการลงทุนหลาย ๆ  ท่านได้กล่าวไว้ว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดนั้นต้องมาจากการลงทุนแบบมุ่งเน้น(Focus) หรือเลือกลงทุนไว้ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวนั้น ผมเองก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ว่าผมคิดว่าตัวเองยังไม่เจ๋งพอที่จะไป Focus กับเค้าได้ครับ :)

ส่วน วิธีการซื้อขายนั้นได้วางเอาไว้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว คือ อย่างน้อย 1 ปี อาจจะไม่ขายหุ้นเลยถ้าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่แย่ลงมาก โดยจะทะยอยเข้าซื้อแบบ Dollar cost averaging <http://en.wikipedia.org/wiki/Dollar_cost_averaging> (ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Dollar cost averaging แต่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำแบบนี้ หลังจากนั้นก็มาอ่านเจอวิธีนี้ทีหลัง ซึ่งแถวบ้านเราเรียกว่า “ถัวเฉลี่ย”) ซึ่งจะเข้าชื้อเป็นประจำทุกเดือน จากเงินที่เหลือใช้จากเงินเดือน

วิธีการแบบ Dollar cost averaging นี้หากใช้อย่างถูกต้อง และ ใช้อย่างมีวินัยในช่วงตลาดขาลงแล้ว จะทำให้เรามีผลตอบที่สูงกว่าตลาดเสมอหากตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นอก จากนั้นแล้วเรายังได้เห็นความเป็นไปของหุ้นแต่ละตัวในตลาดขาลงอยู่เป็นระยะ ๆ และมีโอกาสดี ๆ ที่จะเข้าไปเก็บหุ้นที่มี upside สูง ๆ ได้
สำหรับมือ ใหม่อย่างผมแล้วผมใช้โอกาสนี้ฝึกฝนและปรับตัวไปเรื่อย ๆ จนรู้ว่าตัวเองต้องเลือกหุ้นแบบไหน และ คาดหวังผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่”การปรับพอร์ตครั้งใหญ่”ของผม ซึ่งถ้าหากมีโอกาสจะได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อไป

หลังจากกำหนด ยุทธศาสตร์การลงทุนของตัวเองได้แล้วผมก็ปฎิบัติตามแนวทางที่ตัวเองเป็นผู้ เลือกอย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลา 1 ปี ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง (คือซื้อไปเรื่อย ๆ แม้จะเห็นเงินตัวเองมีมูลต่าตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ )
จำ ได้ว่า ครึ่งปีแรกกราฟแท่งสีแดงในรูปมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละอันยาว ๆ กว่าสีเขียวทั้งนั้น ส่วนสีเขียวมีให้เห็นอยู่ประปรายเหมือนหย่อมหญ้าบนภูเขาหัวโล้น
สำหรับแผนภูมิทรงกลมนี้เป็น สัดส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนที่ได้รับการปรับพอร์ตครั้งใหญ่แล้วหลังจากสรุปภาวะการลงทุนในปีแรกได้

stock01b