Posts Tagged ‘จิตวิทยาการลงทุน’

ธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้นมีความผันผวน ขึ้น ๆ ลง ๆ เวลาที่มันซึม ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทางใดทางหนึ่งแรง ๆ เราเรียกกันว่า side-way เวลาที่มันพุ่งไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาขึ้นหรือ ภาวะตลาด”กระทิง” และเวลามันลงไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาลงหรือ ภาวะตลาด”หมี”
ในภาวะตลาดต่าง ๆ เรามักเห็นอาการต่าง ๆ ของผู้คนที่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งจนสังเกตุเห็นได้ชัด

คนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะกระทิงหรือคึกคะนองกันไปกับตลาดขาขึ้นผมขอเรียกว่าชาวกระทิง
เช่นเดียวกับคนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะหมีหรือคึกคะนองเมื่อเห็นตลาดขาลงผมขอเรียกว่าชาวหมี
ประเด็นที่น่าสนใจจนต้องเอามาเขียนลงเป็นบทความมีอยู่ว่า ทำไมทั้งชาวหมีและชาวกระทิงถึงดูคะนองกันจนเกิดเป็นดราม่าให้พบเห็นทั่วไปในสื่อออนไลน์เช่นตามเว็บหุ้นต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตาม social network อย่าง facebook หรือ twitter (อีกหน่อยคงเป็น Google+)

พฤติกรรมที่ดูแปลกเช่นนี้บางทียากจะหาเหตุผลมารองรับแต่สามารถอธิบายได้ดีจากมุมมองทางจิตวิทยา เราลองมาค้นหาตัวตนของพวกเขากันดูนะครับ

ชาวหมี ในกรณีที่เขาไม่ได้ลงทุนในหุ้น หรือ อาจจะลงทุนในแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นมาก ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
การที่เขาแสดงออกถึงมุมมองทางด้านลบอย่างเกินพอดีหรือจนออกนอกหน้าทั้งที่ตนเองนั้นก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเหตุการณ์ของตลาด เหตุผลที่ซ่อนอยู่เป็นเพราะความคับข้องใจของตัวเขาเองโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ซึ่งความคับข้องใจนั้นอาจเกี่ยวข้องกับตลาดโดยตรง เช่น เคยเสียหายอย่างหนักกับตลาดหุ้นมาก่อน หรือในวัยเด็กผู้อุปถัมภ์ของตนอาจเสียหายจากตลาดหุ้นแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตของตน หรืออาจเป็นความเกี่ยวข้องในทางอ้อม อย่างเช่น อาจมีความคับข้องใจในชีวิตที่ถูกเอาเปรียบในโลกของทุนนิยม พวกเขาอาจเคยถูกคู่ค้าในธุรกิจโกงจนเสียหายอย่างหนัก หรืออาจเป็นลูกหนี้ที่ไม่พอใจกับการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง ๆ ให้กับนายทุน หรือบางทีอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับตลาดหุ้นอย่างสิ้นเชิงเลย เช่น ความคับข้องใจที่สั่งสมมาในวัยเด็กที่มักถูกแย่งขนมหรือของเล่น หรือแม้กระทั่งความคับข้องใจที่เกิดการติดขัดในการขับถ่ายหรือการฝึกใช้ปากในวัยทารก ก็อาจเป็นที่มาของสาเหตุได้
มุมมองในแง่ร้ายของพวกเขาที่มีต่อตลาดทุนหรือตลาดหุ้นมีต้นตอมาจากการระเหิด ((sublimation) หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการรั่วไหลออกมาอย่างเล็กน้อย) เอาความคับข้องใจที่ฝังรากลึกอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งมักจะถูกกระบวนการทางจิตปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่สังคมยอมรับได้ อย่างเช่น แสดงออกมาเป็นคำแนะนำหรือความเห็นที่ดูหวังดี แต่นั่นก็กลับยิ่งดูแปลก เพราะบางทีพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น ๆ ที่เขาพยายามให้คำแนะนำ ชาวหมีบางคนไม่เคยมีแม้แต่ประสบการณ์ในการลงทุนจริง ๆ ด้วยซ้ำไป
พวกเขามักจะมาพร้อมกับข่าวร้ายได้ต่าง ๆ นา ๆ สารพัด แต่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ในภาวะตลาดกระทิงพวกเขายังคงเป็นหมีอยู่อย่างเงียบ ๆ อาจจะออกมาปรากฎให้เห็นบ้างแต่ค่อนข้างน้อยเพราะไม่ค่อยมีใครฟังเขา แต่ในภาวะตลาดหมีพวกเขาจะดูคึกคะนองมาก ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับภาวะตลาดนั้น ๆ
คนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยนจากหมีมาเป็นกระทิง และเป็นความผิดปกติทางจิตที่บำบัดยากที่สุดในกลุ่มเพราะมักเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในใจมานาน

อ่านต่อ…

Anchoring หรือ การผูกติด เป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยา ถูกคิดขึ้นครั้งแรกโดย Amos Tversky และ Daniel Kahneman มีความหมายถึงอคติของมนุษย์ที่มักไปผูกติดกับข้อมูลบางอย่างมากจนเกินไป มักเกิดขึ้นเมื่อเราใช้สามัญสำนึกไปตัดสินใจในเรื่องใด ๆ โดยปราศจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

ตัวอย่างแรกในการทดลอง “การผูกติด” นี้ ผู้ทดลองได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีชนชาติอาฟริกันจำนวนเท่าใดในสหรัฐอเมริกา  ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 10 %” มักจะตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 25%
ส่วนผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 65 %” มักจะให้ตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 45%

ตัวอย่าง ในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกขอให้เขียนเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคม จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองก็ถูกขอให้ประมูลสิ่งของที่ตนเองไม่รู้มูลค่า เช่น ไวน์ ช็อคโกแล็ต หรือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ผลปรากฎว่า ผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมที่สูง ๆ จะให้มูลค่าประมูลสูงกว่าผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมต่ำ ๆ ถึง 60-120%

ความผิดปกติเหล่านี้ เกิดจาก “การผูกติด” นั่นเองครับโดยในการทดลองแรก ผู้เข้าร่วมทดลองไปผูกติดกับคำถาม ที่ถามนำ ส่วนการทดลองหลัง ผู้เข้าร่วมทดลองดันไปผูกติดกับหมายเลขประกันสังคมของตัวเองซึ่งไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับมูลค่าของ สิ่งของที่ใช้ประมูลเลย

ตัวอย่างการผูกติด นี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้บ่อย ๆ แต่บางครั้งถ้าเราเอาการผูกติดนี้มาใช้ประเมินสถานการณ์สำคัญ ๆ อย่างการลงทุนนั้น อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างมหาศาล

อ่านต่อ…

จากตัวอย่างในตอนที่แล้วเราได้เห็นมุมมองของกลุ่มที่สังเกตุจาก สิ่งเร้าที่นำไปสู่การตอบสนองกันไปแล้ว
คราวนี้ลองมาดูมุมมองของกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ กระบวน(process)ของของจิตใจเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มพฤติกรรมจะมองข้ามส่วนนี้ไป
การวิเคราะห์กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตจะเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผมเชื่อว่าพอได้อ่านทฤษฎีหรือแนวคิดของกลุ่มนี้แล้วอาจมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย

เมื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เริ่มมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ จิตใจของนักลงทุนจะได้รับสิ่งเร้าทางลบเกิดเป็นความคับข้องใจ ที่จุดนี้จะเป็นที่ ๆ ความกลัวในจิตใต้สำนึกของเขาต้องต่อสู้กับหลักการหรือตัวอย่างการลงทุนต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้มาซึ่งหากความกลัวชนะพวกเขาจะขายทันที
แต่หากหลักการหรือสิ่งยึดเหนี่ยวของเขาเอาชนะความกลัวได้ ความกลัวหรือความคับข้องใจของเขาจะถูกเก็บกด(Repression)เอาไว้ในระดับจิต ใต้สำนึก
นักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นระยะยาว VI หรือ VS ทุกคนต่างเก็บกดความคับข้องใจเอาไว้ในลักษณะต่าง ๆ กันรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

อ่านต่อ…

มีเพื่อน ถามมาถึงพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยราคาของนักลงทุนเวลาที่หุ้นมันลงมาเรื่อย ๆ ว่ามีความเกี่ยวข้อง และ สามารถอธิบายในทาง Behavioral finance ได้อย่างไร

ขอตอบว่า
วิธีถัวเฉลี่ยถ้าใช้ให้ถูกวิธีจะเป็นคุณมากกว่าโทษ
ในขณะที่ผู้ที่ศึกษา finance หรือ economic มาโดยตรงมักจะไม่สนับสนุนวิธี DCA เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่ไร้เหตุผล
แต่ผู้ที่ศึกษา behavioral finance ส่วนใหญ่จะสนับสนุนการใช้ DCA เพราะจะช่วยลบเจตคติที่โอนเอียงของนักลงทุนได้

ตัวอย่าง การถัวเฉลี่ยตามแนวคิดของ behavioral finance (ภาษาอังกฤษ)

http://knol.google.com/k/the-merits-of-dollar-cost-averaging-dca#
http://www.yorku.ca/milevsky/Papers/WP2001C.pdf
http://personal.fidelity.com/products/funds/content/pdf/dollar_cost_averaging_bear_market_solution_update.pdf

แต่อย่างไรก็ดีการถัวเฉลี่ยโดยผิดหลักการอาจสร้างความเสียหายอย่างมากมายแก่นักลงทุนได้
วันนี้เราลองมาอธิบายพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยในทาง ทฤษฎีกันดู
เริ่มจากแนวพฤติกรรม
จิตวิทยา สายที่ศึกษาทางพฤติกรรม มักจะมองว่ากระบวนการ(process)ภายในจิตใจเป็นเหมือน กล่องดำ(Black box)ซึ่งจะแกะออกดูภายในไม่ได้ ดังนั้น เราจะสนใจแต่ input หรือสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล กับ output หรือปฎิกิริยาที่เกิดจากสิ่งเร้า เท่านั้น

อ่านต่อ…