Posts Tagged ‘กลยุทธ์’

ช่วงนี้หุ้นตกลงมาเรื่อย ๆ หลาย ๆ คนที่มีหุ้นอยู่เต็มพอร์ตเริ่มตั้งคำถามกันต่าง ๆ นา ๆ
และคำถามยอดฮิตคงไม่พ้นว่า “หุ้นตก ทำอย่างไรดี?” หลายครั้งเวลามีคนมาถามผมตอนที่หุ้นตก(ทีตอนหุ้นขึ้นไม่เห็นจะมาถามอะไร) ผมอยากตอบกลับไปว่า “หุ้นตกก็เก็บสิครับ” แต่บางครั้งก็ตอบไปอย่างนั้นไม่ได้ ส่วนใหญ่มักจะให้ความเห็นว่าอยู่เฉย ๆ ดีกว่า เพราะกว่าที่หุ้นจะตกจนร้อนใจมาถามใครต่อใครว่าควรจะทำอย่างไรนั้น ราคามันมักจะตกหนักจนเกินจุดที่ควรจะ cut lost ไปตั้งนานแล้ว

ผมคิดว่าการที่ใครสักคนเกิดความกังกลอย่างมากมาย กับการที่หุ้นตกลงมามาก ๆ นั้น น่าจะมาจากปัญหาในวิธีการลงทุนของเขาเป็นหลัก

ถ้าเป็นนักลงทุนมือใหม่ พึ่งเข้าตลาดมาไม่นาน เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
น่าจะเป็นเพราะเขายังศึกษามาไม่พอ หรือไม่ก็ลงทุนในจำนวนเงินที่มากเกินความรู้ของตนเอง

ถ้าเป็นเทคนิคเชียล เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
แสดงว่าเขาไม่ได้ทำตามวินัย หรือขาดวินัยในการทำตามแผนการหรือระบบ

ถ้าลงทุนตามปัจจัยพื้นฐานหรือเป็น VI เห็นหุ้นตกมามาก ๆ กระวนกระวายใจกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ก็น่าจะเป็นเพราะเขาไม่ได้ประเมิน Down side Risk อย่างสมเหตุสมผล หรือไม่ก็ตั้งความคาดหวังเอาไว้เกินจริง

อ่านต่อ…

ธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้นมีความผันผวน ขึ้น ๆ ลง ๆ เวลาที่มันซึม ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทางใดทางหนึ่งแรง ๆ เราเรียกกันว่า side-way เวลาที่มันพุ่งไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาขึ้นหรือ ภาวะตลาด”กระทิง” และเวลามันลงไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาลงหรือ ภาวะตลาด”หมี”
ในภาวะตลาดต่าง ๆ เรามักเห็นอาการต่าง ๆ ของผู้คนที่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งจนสังเกตุเห็นได้ชัด

คนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะกระทิงหรือคึกคะนองกันไปกับตลาดขาขึ้นผมขอเรียกว่าชาวกระทิง
เช่นเดียวกับคนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะหมีหรือคึกคะนองเมื่อเห็นตลาดขาลงผมขอเรียกว่าชาวหมี
ประเด็นที่น่าสนใจจนต้องเอามาเขียนลงเป็นบทความมีอยู่ว่า ทำไมทั้งชาวหมีและชาวกระทิงถึงดูคะนองกันจนเกิดเป็นดราม่าให้พบเห็นทั่วไปในสื่อออนไลน์เช่นตามเว็บหุ้นต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตาม social network อย่าง facebook หรือ twitter (อีกหน่อยคงเป็น Google+)

พฤติกรรมที่ดูแปลกเช่นนี้บางทียากจะหาเหตุผลมารองรับแต่สามารถอธิบายได้ดีจากมุมมองทางจิตวิทยา เราลองมาค้นหาตัวตนของพวกเขากันดูนะครับ

ชาวหมี ในกรณีที่เขาไม่ได้ลงทุนในหุ้น หรือ อาจจะลงทุนในแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นมาก ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
การที่เขาแสดงออกถึงมุมมองทางด้านลบอย่างเกินพอดีหรือจนออกนอกหน้าทั้งที่ตนเองนั้นก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเหตุการณ์ของตลาด เหตุผลที่ซ่อนอยู่เป็นเพราะความคับข้องใจของตัวเขาเองโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ซึ่งความคับข้องใจนั้นอาจเกี่ยวข้องกับตลาดโดยตรง เช่น เคยเสียหายอย่างหนักกับตลาดหุ้นมาก่อน หรือในวัยเด็กผู้อุปถัมภ์ของตนอาจเสียหายจากตลาดหุ้นแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตของตน หรืออาจเป็นความเกี่ยวข้องในทางอ้อม อย่างเช่น อาจมีความคับข้องใจในชีวิตที่ถูกเอาเปรียบในโลกของทุนนิยม พวกเขาอาจเคยถูกคู่ค้าในธุรกิจโกงจนเสียหายอย่างหนัก หรืออาจเป็นลูกหนี้ที่ไม่พอใจกับการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง ๆ ให้กับนายทุน หรือบางทีอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับตลาดหุ้นอย่างสิ้นเชิงเลย เช่น ความคับข้องใจที่สั่งสมมาในวัยเด็กที่มักถูกแย่งขนมหรือของเล่น หรือแม้กระทั่งความคับข้องใจที่เกิดการติดขัดในการขับถ่ายหรือการฝึกใช้ปากในวัยทารก ก็อาจเป็นที่มาของสาเหตุได้
มุมมองในแง่ร้ายของพวกเขาที่มีต่อตลาดทุนหรือตลาดหุ้นมีต้นตอมาจากการระเหิด ((sublimation) หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการรั่วไหลออกมาอย่างเล็กน้อย) เอาความคับข้องใจที่ฝังรากลึกอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งมักจะถูกกระบวนการทางจิตปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่สังคมยอมรับได้ อย่างเช่น แสดงออกมาเป็นคำแนะนำหรือความเห็นที่ดูหวังดี แต่นั่นก็กลับยิ่งดูแปลก เพราะบางทีพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น ๆ ที่เขาพยายามให้คำแนะนำ ชาวหมีบางคนไม่เคยมีแม้แต่ประสบการณ์ในการลงทุนจริง ๆ ด้วยซ้ำไป
พวกเขามักจะมาพร้อมกับข่าวร้ายได้ต่าง ๆ นา ๆ สารพัด แต่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ในภาวะตลาดกระทิงพวกเขายังคงเป็นหมีอยู่อย่างเงียบ ๆ อาจจะออกมาปรากฎให้เห็นบ้างแต่ค่อนข้างน้อยเพราะไม่ค่อยมีใครฟังเขา แต่ในภาวะตลาดหมีพวกเขาจะดูคึกคะนองมาก ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับภาวะตลาดนั้น ๆ
คนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยนจากหมีมาเป็นกระทิง และเป็นความผิดปกติทางจิตที่บำบัดยากที่สุดในกลุ่มเพราะมักเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในใจมานาน

อ่านต่อ…

Texas Holdem poker หรือเกมไพ่เท็กซัส เป็นเกมไพ่โป๊กเกอร์รูปแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
มีจุดที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งเกี่ยวกับไพ่เท็กซัสก็คือ เกมนี้ รวมถึงโป๊กเกอร์ในรูปแบบต่าง ๆ นั้นเป็นที่นิยมของบรรดาผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศเป็นอย่างมาก
กองทุนเฮดจ์ฟันด์หลาย ๆ แห่งใช้เกมโป๊กเกอร์อันนี้ในการฝึกฝนเทรดเดอร์เพื่อให้นำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนจริง
เฮดจ์ฟันด์บางแห่งใช้ทักษะการเล่นโป๊กเกอร์เป็นคุณสมบัติหนึ่งในการคัดบุคลากรเข้าทำงาน
โดยส่วนตัวผมเองก็คิดว่าเกมโป๊กเกอร์โดยเฉพาะไพ่เท็กซัสนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการลงทุนไม่น้อย เราลองมาไล่กันดูเป็นข้อ ๆ ถึงลักษณะร่วมของไพ่เท็กซัสและการลงทุนดูครับ

1. ผู้เล่นต้องเข้าใจกฎพื้นฐานของเกม: นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุก ๆ เกม หากผู้เล่นไม่รู้ว่าไพ่ในมือเป็นไพ่ที่ดีก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มที่ ในการลงทุนนั้น หากไม่ศึกษาในสิ่งที่เราลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน ก็ยากนักที่จะประสบความสำเร็จ

2. เมื่อใดที่คุณนำอารมณ์มาใช้ในเกม เมื่อนั้นคุณก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม: มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้เห็นผู้เล่นท่านหนึ่งที่มีฝีไม้ลายมีที่ดีมาก เขาค่อย ๆ สะสมกำไรทีละนิด ๆ จนเป็นกอบเป็นกำขึ้นมา แต่พอเจอกับตาที่แพ้หนัก ๆ เข้าหน่อย รูปแบบการเล่นก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ผมเห็นเขาเริ่มลงหนัก ๆ ในแต่ละตา ๆ แล้วก็แพ้เป็นส่วนใหญ่ เบี้ย(Chip)ที่เขาค่อย ๆ สะสมมาหลายสิบตานั้นหายไปในเพียงไม่กี่ตาสั้น ๆ แล้วเขาก็จากโต๊ะไป ในเกมการลงทุนก็เช่นกัน เมื่อใดที่คุณนำอารมณ์มาใช้ ยิ่งมากเท่าใดความเป็นเหตุเป็นผลก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น มันจะชักนำให้คุณทำเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลได้ตลอดเวลา

อ่านต่อ…

เคยพบเจอไหมครับ หลายคนเล่นหุ้นตามเซียนซื้อตามเซียนแล้ว แต่ตัวเองกลับขาดทุน
หลายคนเห็นจังหวะเซียนเข้าเลยเข้าตามเซียน แต่ก็ยังขาดทุน

หลาย ๆ คนไม่ว่าจะพยายามเลียนแบบเซียนหุ้นยังไงก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที
มีหลายคนที่ยังเข้าใจกันผิด ๆ ว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้นั้นคือ การซื้อแล้วหุ้นขึ้น หรือ ขายแล้วหุ้นก็ลงในทันที

ที่ผมคิดว่าการเข้าออกถูกจังหวะได้ตลอดเวลานั้นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องนักก็เพราะว่า ปรมจารย์ทั้งหลายเองก็ยังทำผิดพลาดได้บ่อย ๆ
ผมได้ยินมาว่า Warren Buffett เศรษฐีนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกคนหนึ่ง ก็เคยซื้อหุ้นแล้วราคามันลงทิ้งดิ่งต่อไปอีก อยู่หลายครั้ง
หรือ George Soros สุดยอดนักเก็งกำไร ก็ยังตัดสินใจผิดพลาดอยู่บ่อยครั้งมาก

ถ้าเช่นนั้นแล้วอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุดในการประสบจะความสำเร็จได้ในตลาดการเงิน
ผมคิดว่าหากมีสิ่งใดที่สำคัญที่สุด สิ่งนั้นน่าจะเป็น “กลยุทธ์” (Strategy) ที่ใช้ในการลงทุนครับ
หากเราสามารถพัฒนา และ เลือกใช้กลยุทธ์ ที่ดีและเหมาะสมกับตัวเราได้นั้น ความสำเร็จและความมั่งคั่งจากการลงทุนก็ไม่น่าไกลเกินเอื้อม
แต่การจะมี กลยุทธ์ที่นำไปสู่ความสำเร็จได้นั้น เราจำเป็นต้องมี “ความรู้” ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า เพื่อที่จะนำไปสู่การพัฒนาเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวเราได้
นอกจากนั้นยังต้องมี “วินัย” ที่จะทำให้เราปฎิบัติตามกลยุทธ์นั้นได้อย่างตลอดรอดฝั่ง โดยไม่ปล่อยให้อารมณ์ความรู้สึกของตัวเองเป็นตัวชี้นำ

อ่านต่อ…

จากตัวอย่างในตอนที่แล้วเราได้เห็นมุมมองของกลุ่มที่สังเกตุจาก สิ่งเร้าที่นำไปสู่การตอบสนองกันไปแล้ว
คราวนี้ลองมาดูมุมมองของกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับ กระบวน(process)ของของจิตใจเป็นหลัก ในขณะที่กลุ่มพฤติกรรมจะมองข้ามส่วนนี้ไป
การวิเคราะห์กระบวนการที่เกิดขึ้นภายในจิตจะเป็นเรื่องละเอียดซับซ้อน ไม่ตรงไปตรงมาเหมือนกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผมเชื่อว่าพอได้อ่านทฤษฎีหรือแนวคิดของกลุ่มนี้แล้วอาจมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย

เมื่อหุ้นที่ตัวเองถืออยู่เริ่มมีมูลค่าลดลงเรื่อย ๆ จิตใจของนักลงทุนจะได้รับสิ่งเร้าทางลบเกิดเป็นความคับข้องใจ ที่จุดนี้จะเป็นที่ ๆ ความกลัวในจิตใต้สำนึกของเขาต้องต่อสู้กับหลักการหรือตัวอย่างการลงทุนต่าง ๆ ที่เขาได้เรียนรู้มาซึ่งหากความกลัวชนะพวกเขาจะขายทันที
แต่หากหลักการหรือสิ่งยึดเหนี่ยวของเขาเอาชนะความกลัวได้ ความกลัวหรือความคับข้องใจของเขาจะถูกเก็บกด(Repression)เอาไว้ในระดับจิต ใต้สำนึก
นักลงทุนทุกคนไม่ว่าจะมือเก่าหรือมือใหม่ ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้นระยะยาว VI หรือ VS ทุกคนต่างเก็บกดความคับข้องใจเอาไว้ในลักษณะต่าง ๆ กันรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง

อ่านต่อ…

มีเพื่อน ถามมาถึงพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยราคาของนักลงทุนเวลาที่หุ้นมันลงมาเรื่อย ๆ ว่ามีความเกี่ยวข้อง และ สามารถอธิบายในทาง Behavioral finance ได้อย่างไร

ขอตอบว่า
วิธีถัวเฉลี่ยถ้าใช้ให้ถูกวิธีจะเป็นคุณมากกว่าโทษ
ในขณะที่ผู้ที่ศึกษา finance หรือ economic มาโดยตรงมักจะไม่สนับสนุนวิธี DCA เพราะเห็นว่าเป็นวิธีที่ไร้เหตุผล
แต่ผู้ที่ศึกษา behavioral finance ส่วนใหญ่จะสนับสนุนการใช้ DCA เพราะจะช่วยลบเจตคติที่โอนเอียงของนักลงทุนได้

ตัวอย่าง การถัวเฉลี่ยตามแนวคิดของ behavioral finance (ภาษาอังกฤษ)

http://knol.google.com/k/the-merits-of-dollar-cost-averaging-dca#
http://www.yorku.ca/milevsky/Papers/WP2001C.pdf
http://personal.fidelity.com/products/funds/content/pdf/dollar_cost_averaging_bear_market_solution_update.pdf

แต่อย่างไรก็ดีการถัวเฉลี่ยโดยผิดหลักการอาจสร้างความเสียหายอย่างมากมายแก่นักลงทุนได้
วันนี้เราลองมาอธิบายพฤติกรรมการถัวเฉลี่ยในทาง ทฤษฎีกันดู
เริ่มจากแนวพฤติกรรม
จิตวิทยา สายที่ศึกษาทางพฤติกรรม มักจะมองว่ากระบวนการ(process)ภายในจิตใจเป็นเหมือน กล่องดำ(Black box)ซึ่งจะแกะออกดูภายในไม่ได้ ดังนั้น เราจะสนใจแต่ input หรือสิ่งเร้าที่เกิดขึ้นกับตัวบุคคล กับ output หรือปฎิกิริยาที่เกิดจากสิ่งเร้า เท่านั้น

อ่านต่อ…

ปกติโดยส่วนตัวแล้วผมเป็นคนชอบใช้งานอะไรที่ง่าย ๆ ไม่ต้องพิธีรีตรองมาก ถึงแม้ว่าจริง ๆ แล้วจะชอบศึกษาเรื่องที่ดูซับซ้อนมาก ๆ ก็ตาม
แต่การอธิบายให้อยู่ในรูปที่เข้าใจได้ง่าย ๆ นั้นน่าจะดีกว่า
ดังนั้นเมื่อต้องการแก้ไขปัญหาบางอย่างที่มีความซับซ้อนขึ้นมา ผมจะชอบเลือกวิธี Brute force มาเป็นอันดับต้น ๆ แม้ว่าไม่ได้ตั้งความหวัง ไว้ว่า 100% ต้องเจอผลลัพธ์อย่างถูกต้องแม่นยำ แต่อย่างน้อยวิธีการนี้อาจทำให้เราเห็นถึงธรรมชาติของปัญหานั้น ๆ ได้เร็วขึ้น
แน่นอน ในการทำงานบางครั้งที่ต้องเจอกับ Tools หรือ Frame work ที่ยุ่งยากซับซ้อน ผมจะทำการ Hack มัน :)

วิธีแบบ Monte Carlo เป็นหนึ่งในวิธีที่ใช้แก้ปัญหาที่เข้ากันกับธรรมชาติของผมมาก
วิธีนี้มี Concept คร่าว ๆ ดังนี้ครับ

1. นิยามค่าที่เป็นไปได้ทั้งหมดของข้อมูล input
2. สุ่มยิงค่า input เข้าไปแบบกระจัดกระจาย
3. ทำการคำนวนหา ความสัมพันธ์ของค่า input เพิ่อหา output ที่ต้องการ
4. รวบรวมผลลัพธ์มาสรุปเป็น คำตอบสุดท้าย

ตัวอย่างสุด Hot ของ Monte Carlo method ก็คงไม่พ้น การหาค่า pi ในแบบ Monte Carlo
จาก step ข้างบน เรามาสรุปเป็นวิธีหาค่า pi ได้ดังนี้

อ่านต่อ…