สวัสดีครับ จริง ๆ แล้วต้องขอออกตัวก่อนเล็กน้อยว่าคิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะเล่าเรื่องนี้ดีหรือไม่ เพราะในสมัยนี้ถ้าพูดถึงเรื่องนี้ไปก็กลัวว่าคนส่วนมากที่ไม่ได้มีความศรัทธาในเรื่องนี้ จะมองว่าแปลกคน หรือกระทั่งเพี้ยนเอาได้ แต่พอมาคิดทบทวนดูอีกทีเรื่องนี้อาจจะมีประโยชน์กับคนอีกกลุ่มก็ได้ ชั่งน้ำหนักดูแล้วน่าจะเป็นผลดีมากกว่าผลเสีย เลยตัดสินใจเขียนเล่าครับ

ผมคิดว่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลายในยุคนี้ หลังจากที่ได้ศึกษาพุทธประวัติมาได้ซักพัก ก็น่าจะมีคำถามคล้าย ๆ กันกับผม ว่าเหตุใดในยุคพุทธกาลจึงมีพระอรหันต์เกิดขึ้นได้เยอะมากเทียบกับในยุคนี้
แล้วในสมัยนั้นเท่าที่ศึกษาดู ก็ดูเหมือนว่าหลาย ๆ ท่านบรรลุอรหันต์ได้เร็วจนเหมือนเป็นเรื่องง่ายกว่าในยุคนี้เยอะเลย

ผมก็ได้แต่หาคำตอบด้วยการคิดด้วยตัวเอง ว่าอาจเป็นเพราะคนในยุคพุทธกาลทำกุศลที่ดีมามากจึงได้ไปเกิดในพุทธกาล และ ได้พบกับพระพุทธเจ้า ผมไม่อาจรู้ได้ว่าคำตอบนี้เป็นคำตอบที่ถูกจริง ๆ หรือไม่ แต่ก็คิดอยู่เรื่อยมาว่านั่นยังไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจ มีบางอย่างที่ยังขาดไป
แต่แล้วเมื่อคืนนี้ซึ่งเป็นเวลาประมาณช่วงเช้ามืด จู่ ๆ จากที่ผมไม่เคยได้ฝันถึงพระถึงเจ้าเลยเท่าที่จำได้ จู่ ๆ ผมก็ได้เห็น “พระพุทธเจ้า” เดินอยู่ข้างหน้าผม ในระยะห่างพอที่จะเห็นได้ทั้งองค์
โดยเห็นเป็น บุรุษห่มจีวรสีฝาด จากด้านหลัง ในท่าทางสงบเหมือนอุ้มบาตรเดินจงกรมไปข้างหน้าเรื่อย ๆ เห็นแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นพระพุทธเจ้า ท่านมีสัดส่วนของพระวรกายที่ต่างจากคนปกติทั่วไป ตามตำรามหาบุรุษว่าไว้ ดูจากข้างหลังก็เห็นรูปร่างที่สูงโปร่ง แขนเรียวยาว ท่อนล่างดูมีสัดส่วนที่เรียวยาว ดูสง่างาม และ สงบสำรวม
ผมฝันว่าผมเดินตามพระพุทธเจ้าอยู่ จู่ ๆ ก็มีคำถามในใจเหมือนกำลังจะถามออกไปว่า

“เหตุใดพระอรหันต์ในยุคนี้จึงมีคนเป็นกันได้น้อย ต่างจากในยุคพุทธกาล”

ทันใดนั้นก็มีเสียงตอบเข้ามา เป็นเสียงที่ดังก้องกังวาลเข้ามาในหัว ไม่ได้มีตำแหน่งชัดเจนเหมือนกับเสียงที่พูดออกมาจากปาก
เสียงนั้นตอบว่า

“ในสมัยนี้ ไม่เคยมีใครได้เห็นพระบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยดวงตาของตน จึงเป็นพระอรหันต์กันได้ยากกว่า ช้ากว่า และ น้อยกว่า ในพุทธกาล เพราะพวกเขามีศรัทธาน้อยกว่า”

ทำให้ผมได้รับความกระจ่างใจ ถ้าใช้คำเปรียบเทียบแบบในพระไตรปิฏกก็ เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิดออกมา

ในตอนนั้นเอง จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมานองหน้าเต็มไปหมด ผมจำความรู้สึกนั้นได้ชัดเจนแม้ตอนตื่นขึ้นมา เป็นความรู้สึกหลายอย่างที่ถ่าโถมเข้ามาเกือบจะพร้อม ๆ กัน มีทั้งความรู้สึกตื้นตันใจอย่างหาประมาณไม่ได้ ความรู้สึกอบอุ่นอย่างหาประมาณไม่ได้ ความรู้สึกเสียดายอย่างหาประมาณไม่ได้ ที่ไม่ได้เกิดมาในพุทธกาล และ ไม่ได้มีโอกาสได้เห็นพระบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยดวงตาของตน

จากนั้นเสียงนั้นก็ตอบเข้ามาอีก แต่เป็นเรื่องส่วนตัวที่เกี่ยวกับตัวผมเอง ซึ่งผมไตร่ตรองแล้วว่าไม่ควรเล่าออกไปให้ใครทราบ สมควรแล้วที่จะเก็บไว้กับตัวเป็นปัจจัตตังมากกว่า
หลังจากฝันนี้ไม่นานนักผมก็ตื่นขึ้นมา ยังจำฝันนี้ได้ชัดเจนมาก และจำความรู้สึกในตอนที่มีน้ำตานองหน้าได้อย่างชัดเจน เมื่อนึกไปถึงเรื่องนี้ ก็ยังมีน้ำตาซึม ๆ ออกมาคลอ ๆ อยู่บ้าง แต่ไม่ได้ปล่อยให้ไหลออกมานองหน้าเหมือนครั้งแรกในตอนที่ฝัน
แปลกแต่จริงเป็นคำตอบที่ผมเคยขบคิดอยู่ตั้งนานก็ไม่ได้คำตอบที่รู้สึกว่ากระจ่างแบบนี้ซักที

เมื่อไตร่ตรองดูอีกหลายรอบตอนที่ตื่นขึ้นมาแล้ว มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน ก็เห็นว่าคำตอบที่ได้จากฝันนี้เป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่ง

เนื่องด้วยเวลาที่ห่างจากพุทธกาลถึงกว่า 2,500 ปี หลายคนในขณะนี้ถึงกับคิดไปว่าพระพุทธเจ้าเป็นเพียงเรื่องแต่งขึ้นที่เล่าขานกันมาก็มี
หลายคนรวมทั้งตัวผมเองแม้จะมีศรัทธาจากคำสอนของพระพุทธองค์ที่มากถึงเพียงไหน ก็ยังไม่มากเท่าบุคคลได้เห็นพระบารมีของพระพุทธเจ้าด้วยดวงตาของตน
ยังมีความสงสัยในเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่บ้าง(เรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คำสอนโดยตรง) เพราะยังไม่ได้เห็นได้พบกับตนเอง

แต่อย่างน้อยเรายังโชคดีที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ยังมีพระธรรมให้ศึกษาปฎิบัติ และ พระสงฆ์คอยชี้นำแนวทาง :)

มีแถมท้ายนิดหน่อยครับ ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับความฝันหรือเปล่า แต่ช่วงหลัง ๆ มานี้ผมเริ่มจะพยายามหาเวลามานั่งสมาธิให้ได้เกือบทุกวัน และกำหนดไว้ว่าควรถึง ฌาน 4 เป็นอย่างน้อยในแต่ละครั้งครับ

Advertisements
Comments
  1. Stark Software Lab says:

    อนุโมทนาครับ

  2. nui says:

    ฝันเหมือนกันฝันว่าเห็นพระพุทธเจ้า ลักษณะเหมือนที่คุณบอกเลย

  3. นก says:

    ฝันตอนเช้ามืดวันนี้คะ ฝันว่ามีเมฆฝนพายุลมแรงมากๆเราก็จ้องมองเมฆแล้วจู่ๆก้อนเมฆนั้นได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าเหมือนในภาพวาดที่เราเห็นๆกัน ก้อนเมฆก็หมุนเวียนเปลี่ยนไปถึงสามภาคของพระองค์ มีองค์นอน ยืน และ นั่ง และ ในทุกภาคของพระองค์ก็จะมีผู้หญิงที่เราเคยเห็นในรูปภาพว่าเป็นพระมารดาของพระองค์อยู่ด้วย แต่ในฝันมีเสียงคนบอกว่าเป็นพระแม่ลักษมี

  4. ธันฐกรณ์ นันท์โชติพงศ์ says:

    ฝันเห็นพระพุทธเจ้า

    คือเรื่องมีอยู่ว่า ผมได้บวช กับ พระรูปนึง (ซึ่งท่านยังมีชีวิตอยู่) ในวันนึง ผมได้ติดตามท่านไป สอนธรรมะ ในขณะนั้นเอง ในใจผมกลับคิดขึ้นมาว่า “แม้ธรรมะที่ พระอาจารย์ท่านกล่าวนั้น จะตรงตามหลักธรรมสักเพียงใด แต่ก็รู้สึกว่า ท่านกล่าวธรรมะค่อนข้างเยิ่นเย้อ และ ไม่สละสลวยสักเท่าไหร่เลย”

    ซึ่งเวลาได้ล่วงไป ถึงตอนที่ท่านกำลังจะเดินทางกลับ ผมก็กลับมีคิดแบบเดิมอีกว่า “อาจารย์เราสอนธรรมะ ช่างไม่สละสลวยเอาสะเลย แต่เอาเถอะ อย่างน้อย ท่านก็เป็นอาจารย์เรา”

    ทันใดนั้นเอง พระรูปนั้น กับจำแลงแปลงกายไปเป็น พระภิกษุรูปนึง มีม้วยผมเกตุดอกบัวตูม รูปร่างสูงโปร่งสง่า ครองจีวรสีเหลืองส้ม สีช่างพร่องอำไพยิ่งนั้น ซึ่งผมรู้สึกขึ้นมาในใจได้ทันทีว่า ท่านเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างแน่นอน

    ผมได้เดินตามท่านไป ณ ที่แห่งนึง เป็นที่โล่งกว้างสุดลูกหูลูกตา และ พื้นที่เราเดินกันอยู่นั้น เป็นกองขยะมหึมา เราได้เดินไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง ถึงที่แห่งนึง ซึ่งที่แห่งนั้น มีลักษณะคล้ายบัลลังก์ ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงดังมาในหัวว่า “บัลลังก์นี้ เป็นบัลลังก์ของพระอัครสาวก เบื้องซ้าย และ เบื้องขวา”

    ผมและท่านก็เดินต่อไป จนกระทั่งสุดทาง ท่านก็หยุด และ ยืนอยู่ข้างหน้าผม ทันใดนั้นเอง ก็มีคลื่นยักษ์ซัดเข้ามา แต่เราก็ไม่ได้เป็นอะไร แล้วก็ตรัสว่า “เธอจะไปถึงฝั่งของทะเลนั้นได้หรือไม่” ด้วยความที่เราก็คิดในใจว่า “เราปรารถนาพุทธภูมิอยู่แล้ว ทำไมเราจะไปไม่ได้ ขอแค่อยากมีความปรารถนาที่จะไปเล่นน้ำทะเลตรงนั้น แค่นั้นเอง ซึ่งเราก็อยากจะเล่นน้ำทะเลฝั่งนั้นอยู่แล้ว” และแล้วผมก็ได้ตื่นจากความฝันนั้น

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s