Archive for August, 2009

ในกลยุทธ์การตัดราคานั้นผลลัพธ์ที่คาดหวังนั้นย่อมเป็นส่วนแบ่งในตลาดที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่นั้นหมายถึงกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นด้วย
แต่ก็มีบางกรณีเช่นกัน ที่ผู้ค้ายอมตัดราคาแบบเข้าเนื้อ ซึ่งเป็นการยอมมีกำไรลดลงหรือขาดทุนเพื่อมุ่งหวังไปที่การครอบครองตลาดโดยเฉพาะ
ในตัวอย่างนี้จะของเสนอทฤษฎีเกมที่เป็นการตัดราคาแบบเข้าเนื้อ
เพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายขึ้น เราจะทำการจำกัดขนาดของเกมโดยที่เกมนี้มีผู้เล่น 2 ฝ่าย ฝ่าย A และ ฝ่าย B เป็นคู่แข่งทางการค้าที่อยู่ในฐานะทางตลาดเท่ากัน ผลิตสินค้าแบบเดียวกับ ในต้นทุนที่เท่า ๆ กัน

priceCutting_2_3

เกมนี้ไม่มีกลยุทธ์เด่นเนื่องจากไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีโอกาสแพ้อีกฝ่ายได้ทั้งสองทาง
จุดสมดุลของแนชในเกมนี้คือ (2,2) ซึ่งเป็นจุดที่ผู้เล่นทุกฝ่ายได้ประโยชน์ในเกมสูงที่สุดโดยที่ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนไปเลือกทางอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าได้

ถ้าหากมองตาม Model นี้จะเห็นว่าสงครามราคาไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยนักโดยเฉพาะสงครามราคาที่คู่ค้าต่างมีต้นทุนที่เท่ากันและอยู่ในฐานะทางการตลาดที่ใกล้เคียงกัน

ในชีวิตจริงเราจะเห็นได้จากความได้เปรียบของผู้ผลิตรายใหญ่ซึ่งทำการผูกขาดตลาดอยู่ ซึ่งหากมีรายเล็กซึ่งอาจมีต้นทุนที่สูงกว่าเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาด รายใหญ่สามารถใช้กลยุทธ์การตัดราคาแบบยอมเข้าเนื้อได้เนื่องจากตนมีต้นทุนที่ต่ำกว่ามากและมีเงินทุนที่เป็นหน้าตักสำหรับใช้ตัดราคาสูงกว่า จนสุดท้ายรายเล็กทนขาดทุนไม่ได้และต้องถอนตัวไปในที่สุด

ในบทหน้าจะขอเสนอเกมตัดราคาในรูปแบบทั่วไปครับ

Advertisements

เนื่องจากเนื้อหาใน blog แห่งนี้ได้ดำเนื้อหาเกี่ยวกับกลยุทธ์มาในลักษณะของเกมกระดานแล้ว ดังนั้นก็คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะไม่กล่าวถึงทฤษฎีเกม ที่ใช้ในการหากลยุทธที่ดีที่สุดในการเล่นเกม

ทฤษฎีเกม ถูกนำเสนอครั้งแรกโดยจอห์น ฟอน นอยมันน์ (John von Neumann) เมื่อประมาณปีพ.ศ. 2473
ต่อมาในปี พ.ศ. 2493 จอห์น แนชได้ พัฒนาการศึกษาในด้านทฤษฎีเกมในด้านต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น การศึกษาถึงตำแหน่งที่ดีที่สุดของเกมที่ทุกคนพอใจในตำแหน่งนี้ เรียกว่า “จุดสมดุลของแนช” ซึ่งต่อมาทำให้จอห์น แนช ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์
ซึ่งในภายหลัง ได้มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับชีวประวัติของเขา(จอห์น แนช)คือเรื่อง A Beautiful Mind

ตัวอย่างของทฤษฎีเกม

เกมในแบบปกติที่ไม่มีลำดับขั้นของผู้เล่นนี้เรานิยมเขียนผังเกมไว้ในรูปของตาราง(Normal form)
ตัวอย่างของเกมแบบ Normal form ได้แก่
เกมความลำบากใจของนักโทษ (Prisoner’s dilemma)

เกมนี้ถือเป็นตัวอย่างสุดคลาสสิคอันหนึ่งของทฤษฎีเกม
โดยเกมนี้มีผู้เล่น 2 คน คือ คนร้ายA และ คนร้ายB
คนร้ายทั้งสองคนนี้ถูกแยกตัวกันสอบปากคำ ซึ่งแต่ละฝ่ายจะไม่มีทางรู้การตัดสินใจของอีกฝ่าย
หากคนร้ายคนใดให้การสารภาพ โดยที่อีกฝ่ายไม่รับสารภาพ ฝ่ายให้การจะไม่ได้รับโทษ แต่อีกฝ่ายจะถูกจำคุก15ปี เนื่องจากจำนนต่อพยานและหลักฐาน
หากต่างฝ่ายต่างสารภาพ จะได้รับการลดโทษเหลือคนละ 5 ปี
แต่หากไม่มีใครสารภาพจะถูกจำคุกคนละ 1 ปีจากข้อหาเล็ก ๆ น้อย ๆ

เกมนี้สามารถเขียนแสดงในรูปแบบตารางได้ดังนี้

รับสารภาพ ไม่รับสารภาพ
รับสารภาพ -5,-5 0, -15
ไม่รับสารภาพ -15,0 -1,-1

จุดเด่นของเกมนี้คือจุดสมดุลของแนชอยู่ที่จุด (-5,-5) ซึ่งไม่ใช่จุดที่มีประโยชน์สูงสุด แต่ผู้เล่นไม่สามารถเปลี่ยนไปยังจุดอื่นที่ได้ประโยชน์สูงกว่านี้ได้

สำหรับเกมที่ผู้เล่นสลับกันเดินในแต่ละตานั้นเรานิยมเขียนผังเกมในรูปแบบของแผนภาพต้นไม้ (Extensive form)

ตัวอย่างของเกมในรูปแบบ Extensive form

เกมตัดราคา

Price01

เกมนี้เป็นเกมที่ฝ่าย A และ ฝ่าย B เป็นคู่แข่งทางการค้าที่อยู่ในฐานะทางตลาดเท่ากัน ผลิตสินค้าแบบเดียวกับ ในต้นทุนที่เท่า ๆ กัน และในตลาดของสินค้านี้มีผู้ค้าเพียง 2 เจ้า
ฝ่าย A เริ่มดำเนินการก่อนโดยตัดสินใจทำการตัดราคา เพื่อให้ได้ส่วนแบ่งทางตลาดมากกว่าฝ่าย B
ฝ่าย B จึงมีทางเลือก 3 ทางคือ อยู่เฉย ๆ ,ตัดราคาตามฝ่าย A และ ตัดราคาให้ต่ำกว่าฝ่าย A

หากอยู่เฉย ๆ ฝ่าย B จะเสียเปรียบเพราะฝ่าย A จะชนะโดยได้ส่วนแบ่งทางตลาดที่สูงกว่า
หากตัดราคาให้มากกว่าฝ่าย A ในตาเดินนี้ ฝ่าย B เป็นผู้ชนะแต่อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดเพราะต่างฝ่ายต่างสูญเสียและจะทำให้เกมนี้กลับไปเริ่มเกมแบบเดิมใหม่อีกครั้งโดยที่คราวนี้ B เป็นฝ่ายเดินก่อนในแต้มที่ลดลงทั้ง2ฝ่าย
จุดที่ดีที่สุดคือ B เลือกลดราคาตาม ซึ่งจะทำให้ทั้งคู่กลับมาสู่จุดทัดเทียมกันอีกครั้ง ซึ่งในบทหน้าเราจะมาขยายความในเกมตัดราคากัน

ทฤษฎีเกมเป็นอีกทฤษฎีหนึ่งซึ่งสนับสนุนแนวคิด “Simple is the best” เนื่องด้วยทฤษฎีเกมเป็นทฤษฎีที่เรียบง่าย แต่กลับนำมาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมาก ๆ ได้อย่างดี ซึ่งในภายหลังได้นำมาใช้ในด้านต่าง ๆ มากมายเช่น อธิบายปรากฎการณ์ทาง สังคมวิทยา, เศรษฐศาสตร์, รัฐศาสตร์, ชีวะวิทยา, การเจรจาต่อรอง, การแข่งขันทางธุรกิจ, กลยุทธ์ทางการทหาร เป็นต้น
หากมีโอกาสผมจะขอนำเอารายละเอียดส่วนลึกกว่านี้มานำเสนอกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง

อ้างอิง : http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A1

ในบทความนี้ผมขอพูดถึงตลาดหุ้นในมุมมองของความน่าจะเป็น แบบไม่อิงปัจจัยทั่วไปดูนะครับ

หากเรามองในมุมมองของนักพนันแล้ว ตลาดหุ้นซึ่งมีความน่าจะเป็นแค่เพียง 2 ชนิดคือ ขึ้น หรือ ลง จะมีความน่าจะเป็นคือ 50/50 หรือมีผลตอบแทนคาดหวังที่ 0%
อันที่จริงแล้วจากการสำรวจโดยทั่วไปพบว่าโดยเฉลี่ยตลาดหุ้นจะให้ผลตอบแทนในระยะยาวที่ 10% ต่อปี
ดังนั้นผลตอบแทนคาดหวังไม่น่าจะเป็น 0% แต่ควรจะเป็นบวกเล็กน้อย อย่างน้อย ๆ หาสุ่มซื้อหุ้นมาซักกลุ่มโดยที่ไม่มีความรู้เลยก็น่าจะมีกำไรในระยะยาวที่ 10% ต่อปี ได้ไม่ยากนัก
แต่ถ้าเช่นนั้น เหตุใดเราจึงมักได้ยินเรื่องราวของคนที่หมดตัวจากตลาดหุ้นบ่อย ๆ

คำตอบก็คือ “คอมมิชชั่น”
ใช่แล้วครับ ค่าคอมมิชชั่น 0.25 % นั่นแหละที่ทำให้คนหมดตัวกัน
ผลตอบแทนต่อปี 10% ถ้าหากคิดเป็นผลตอบแทนต่อวัน จะเท่ากับ 10/365 = 0.027 %
ดังนั้นผลตอบแทนคาดหวังในตลาดหุ้นแบบ day trade ที่ซื้อขายกันวันต่อวันจึงเป็น 0.027-(0.25*2) = -0.473 %

หากคุณใช้เงินต้นจำนวน1,000,000 บาททำการซื้อขายแบบเต็มจำนวนทุก ๆ วันด้วยอัตรากำไรคาดหวัง -0.473 %  นี้เป็นเวลา 200 วัน มีโอกาสสูงมากที่เงินต้นของคุณจะเหลือเพียงประมาณ 387,420.59 บาท หรือประมาณ 38.74%

ภาคผนวก
การคำนวนผลตอบแทนจากผลตอบแทนคาดหวังตามจำนวนครั้งด้วยภาษา"ไทยธอน"

เงินต้น = 1000000
ผลตอบแทนคาดหวัง = -0.473
จำนวนวันที่ทำการซื้อขาย = 200
แต่ละ วันที่ทำการซื้อขาย ใน ระยะ(จำนวนวันที่ทำการซื้อขาย):
    เงินต้น = เงินต้น+(ผลตอบแทนคาดหวัง*เงินต้น/100.)
แสดงผล(เงินต้น)

เมื่อกลางปีที่แล้วผมได้เริ่มเข้าตลาดหุ้นครั้งแรก ด้วยความรู้และจำนวนเงินที่มีไม่มากนัก แต่ก็เป็นจำนวนเงินเกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในมือ
ดังนั้นจึงได้กำหนด ยุทธศาสตร์(Strategy) ให้กับการลงทุนไว้ตั้งแต่แรกเพื่อให้เผชิญกับความเสี่ยงอย่างน้อยที่สุด และต้องมีผลตอบแทนเป็นบวกในระยะยาวอย่างน้อย 10% ต่อปี

การที่ได้เข้ามาในตลาดใหม่ ๆ นั้นผมตระหนักถึง“ความไม่รู้” ของตัวเองเป็นอย่างดีจึงได้วางกลยุทธ์ในการจัดพอร์ตไว้ว่า จะจัดพอร์ตแบบกระจายความเสี่ยงไว้ในหุ้นที่ตัวเองมองว่าดีอย่างน้อย 10 ตัวขึ้นไปโดยมีสัดส่วนของหุ้นในพอร์ตไม่ต่างกันมาก
หลายท่านคงเคยได้ยิน แนวทางการลงทุนจากปรมจารย์แห่งการลงทุนหลาย ๆ  ท่านได้กล่าวไว้ว่า การลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดนั้นต้องมาจากการลงทุนแบบมุ่งเน้น(Focus) หรือเลือกลงทุนไว้ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวนั้น ผมเองก็เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องที่สุด แต่ว่าผมคิดว่าตัวเองยังไม่เจ๋งพอที่จะไป Focus กับเค้าได้ครับ :)

ส่วน วิธีการซื้อขายนั้นได้วางเอาไว้ว่าจะเป็นการลงทุนระยะยาว คือ อย่างน้อย 1 ปี อาจจะไม่ขายหุ้นเลยถ้าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นไม่แย่ลงมาก โดยจะทะยอยเข้าซื้อแบบ Dollar cost averaging <http://en.wikipedia.org/wiki/Dollar_cost_averaging> (ตอนนั้นยังไม่รู้จัก Dollar cost averaging แต่ตั้งใจไว้ว่าจะต้องทำแบบนี้ หลังจากนั้นก็มาอ่านเจอวิธีนี้ทีหลัง ซึ่งแถวบ้านเราเรียกว่า “ถัวเฉลี่ย”) ซึ่งจะเข้าชื้อเป็นประจำทุกเดือน จากเงินที่เหลือใช้จากเงินเดือน

วิธีการแบบ Dollar cost averaging นี้หากใช้อย่างถูกต้อง และ ใช้อย่างมีวินัยในช่วงตลาดขาลงแล้ว จะทำให้เรามีผลตอบที่สูงกว่าตลาดเสมอหากตลาดสามารถฟื้นตัวกลับมาได้
นอก จากนั้นแล้วเรายังได้เห็นความเป็นไปของหุ้นแต่ละตัวในตลาดขาลงอยู่เป็นระยะ ๆ และมีโอกาสดี ๆ ที่จะเข้าไปเก็บหุ้นที่มี upside สูง ๆ ได้
สำหรับมือ ใหม่อย่างผมแล้วผมใช้โอกาสนี้ฝึกฝนและปรับตัวไปเรื่อย ๆ จนรู้ว่าตัวเองต้องเลือกหุ้นแบบไหน และ คาดหวังผลตอบแทนได้เท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้นำไปสู่”การปรับพอร์ตครั้งใหญ่”ของผม ซึ่งถ้าหากมีโอกาสจะได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อไป

หลังจากกำหนด ยุทธศาสตร์การลงทุนของตัวเองได้แล้วผมก็ปฎิบัติตามแนวทางที่ตัวเองเป็นผู้ เลือกอย่างเคร่งครัด ตลอดระยะเวลา 1 ปี ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง (คือซื้อไปเรื่อย ๆ แม้จะเห็นเงินตัวเองมีมูลต่าตลาดลดลงไปเรื่อย ๆ )
จำ ได้ว่า ครึ่งปีแรกกราฟแท่งสีแดงในรูปมีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ละอันยาว ๆ กว่าสีเขียวทั้งนั้น ส่วนสีเขียวมีให้เห็นอยู่ประปรายเหมือนหย่อมหญ้าบนภูเขาหัวโล้น
สำหรับแผนภูมิทรงกลมนี้เป็น สัดส่วนการจัดพอร์ตการลงทุนที่ได้รับการปรับพอร์ตครั้งใหญ่แล้วหลังจากสรุปภาวะการลงทุนในปีแรกได้

stock01b

ในเกมหรือการแข่งขันใด ๆ นั้น ส่วนสำคัญในการกำหนดแผนการอาจจำแนกได้เป็นสองส่วนคือ
ยุทธศาสตร์(Strategy) หรือ กลยุทธ์ใหญ่ที่เป็นภาพรวมของแผนการทั้งหมด และ
ยุทธวิธี(Tactics) หรือ กลยุทธ์แยกย่อย ที่ปรับเปลี่ยนไปได้ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า

ยุทธวิธี <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_tactics ,http://en.wikipedia.org/wiki/Go_tactics>
มัก ประกอบไปด้วยกลยุทธ์แยกย่อยต่าง ๆ นานา มากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งการใช้ยุทธวิธีได้อย่างได้ประสิทธิภาพนั้นผู้ใช้ต้องมีความสามารถและ ไหวพริบที่จะดึงเอากลยุทธ์ที่มีอยู่ออกมาพลิกแพลงตามสถานะการณ์ได้อย่าง เหมาะสม ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะที่สูงและต้องการ การฝึกฝนเป็นเวลานาน

ยุทธศาสตร์ <http://en.wikipedia.org/wiki/Chess_strategy , http://en.wikipedia.org/wiki/Go_strategy>
เป็นภาพรวมหรือภาพใหญ่ของแผนการที่จะใช้ในการดำเนินเกม ซึ่งภาพรวมนี้มักเป็นแนวทางที่แน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลาอันสั้น

หาก เปรียบกับเกมกระดานแล้ว ยุทธศาสตร์ เปรียบเหมือนกับการเปิดเกม(Game openning) ส่วน ยุทธวิธีเปรียบได้กับ การรบพุ่งในช่วงกลางเกม(Middle game)
ในชั้นเชิงยุทธวิธีนั้นเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความชำนาญและต้องใช้เวลาในการฝึกฝนนั้น แต่การวัดผลนั้นสามารถทำได้ง่ายและวัดผลได้ทันที
ส่วน ยุทธศาสตร์นั้นเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาในการสังเกตผลลัพท์ และ ในหลาย ๆ ครั้งก็เป็นการยากที่จะบอกได้ว่ายุทธศาสตร์นั้น ๆ เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีหรือไม่

ในเกมการแข่งขั้น ทั้ง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี ต่างมีความสำคัญไม่แพ้กัน
แต่ ยุทธศาสตร์ที่ดีนั้นทำให้เกมของยุทธวิธีนั้นง่ายขึ้นมาก ซึ่งในหลายกรณีนั้นยุทธศาสตร์ที่เหนือกว่ามักกำหนดชัยชนะไปกว่าครึ่ง


ในเกมหมากรุกตามภาพตัวอย่างนี้ ถึงแม้จำนวนหมาก(Material) จะสมดุลกัน แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น(ขั้นละประมาณ 60-70 ELO)


เช่น เดียวกันกับเกมหมากล้อมดังภาพตัวอย่างนี้ ต่างฝ่ายต่างยังไม่มีกลุ่มที่ตาย และยังไม่มีหมากเชลย แต่ฝ่ายขาวถือว่าได้เปรียบทางยุทธศาสตร์เป็นอย่างมาก
หากฝ่ายดำคิดจะเอาชนะให้ได้นั้น ฝ่ายดำจำเป็นต้องมีทักษะฝีมือทางยุทธวิธีสูงกว่าฝ่ายขาวอย่างน้อย 3-4ขั้น

ในเกมการลงทุนนั้นหากเราเลือกยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องและเหมาะกับตัวเรา แล้ว ผลลัพธ์ที่คาดหวังก็คงไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ส่วนเรื่องยุทธวิธีนั้นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการสั่งสมกันอีกที เพื่อผลลัพธ์ที่เหนือกว่า

ถ้าเปรียบเทียบกันกับในสมัยโบราณ ที่ผู้คนสู้รบกันด้วยพละกำลังแล้ว สมัยนี้ก็คงรบกันด้วยการเงิน
แต่ไม่ว่าจะสู้รบกันด้วยระบบไหน สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “กลยุทธ์” ซึ่งเป็นตัวกำหนดยุทธวิธีที่จะใช้ในการรบ
เกม กระดานเป็นรูปแบบหนึ่งที่ปราชญ์ในยุคต่าง ๆ ได้คิดค้นขึ้น เพื่อใช้จำลองสนามรบมาไว้ในกระดานที่มีขนาดกระทัดรัดเพื่อใช้ศึกษากลยุทธ์

หมากรุก (Chess)
เกม หมากรุกเป็น zero sum โดยสมบูรณ์ มีการกำหนดการแพ้ชนะที่แน่นอน โดยตัวเกมที่เน้นไปในการไล่ต้อนจับ King ของฝ่ายตรงข้ามให้จนมุมหรือ “Check mate”
ความสนุกของเกมอยู่ที่เราจะต้องจัดทัพเพื่อเตรียมพร้อมที่ จะตั้งรับ หรือ จู่โจมฝ่ายตรงข้าม และอ่านเกมล่วงหน้าเพื่อที่จะเลือกตาเดินที่ได้เปรียบ

หมากล้อม(Go)
หลัก การของเกมหมากล้อมจะแตกต่างจากหมากรุกค่อนข้างมาก ในเกมหมากล้อมจะเริ่มต้นที่กระดานเปล่า จากนั้น ผู้เล่นทั้งสองจะสลับกันวางเม็ดหมาก เกมจบลงเมื่อทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีพื้นที่ให้ลงแล้ว ในขณะที่หมากรุกเริ่มจากกระดานที่จัดวางตัวหมากไว้เสร็จสรรพแล้วค่อย ๆ เก็บออกไปทีละตัวจากการโจมตีของอีกฝั่ง
ยุทธวิธีที่ใช้ในเกม มักเน้นไปที่การสร้างพื้นที่ มากกว่าการโจมตีเม็ดหมากของฝ่ายตรงข้าม โดยที่ผู้ชนะคือผู้ที่สร้างพื้นที่ได้มากที่สุด โดยหักลบกับตัวหมากเชลยที่โดนฝ่ายตรงข้ามจับกิน
โดยส่วนตัวแล้ว ผม คิดว่าเกมหมากล้อมสามารถใช้อธิบายธรรมชาติ และยุทธศาสตร์ในเกมการเงินได้ค่อนข้างดีกว่าเกมกระดานประเภทอื่น
ใน เกมหมากล้อมมีสุภาษิตสอนใจ ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันอยู่มากมาย สุภาษิตหมากล้อมที่มักได้ยินกันบ่อยได้แก่ “ชนะได้ โดยไม่คิดเอาชนะ”

ทั้ง หมดนี้ ผมเชื่อว่าเป็นประโยชน์ในการลงทุนไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งคนทั่วไปมักมองว่า นี่คือเกมทางการเงินที่ผู้เล่นเดิมพันกับความมั่งคั่ง ด้วยทรัพย์สินที่หามาได้ของตน
แน่นอนว่าจุดสำคัญไม่ใช่ความชำนาญในการเล่นเกม แต่เป็นทักษะในการเอากลยุทธ์ในเกมมาประยุกต์กับสิ่งรอบตัวได้อย่างเหมาะสม

เกม กระดานที่ขาดกลยุทธ์มักถูกตีแตกได้ง่าย ในการลงทุนที่ไม่มีกลยุทธ์ก็เหมือนเรือที่ลอยเคว้งคว้างไม่เห็นฝั่งไม่เห็น จุดหมายที่ให้บรรลุไปได้