(ข้อมูลบางส่วนมีการเข้ารหัส)

ตั้งแต่เคยลงทุนมาในชีวิตนี้ผมคิดว่าปีนี้แหละเป็นปีที่ยากที่สุด ยากกว่าประสปการณ์ที่ผ่านมาอย่างเทียบไม่ติด เรียกว่าเป็นปีปราบเซียนเลยก็ว่าได้
มีคนล้มหายตายจากไปกันไม่น้อย เพื่อนนักลงทุนหลายท่านต้องหลบไปเลียแผลใจเพราะความผิดพลาดที่ทำให้พอร์ตการลงทุนติดลบไปเกินกว่า 50%
หลายคนพยายามเอาชนะตลาดโดยการ “พยากรณ์ทิศทางของตลาดล่วงหน้า” แต่กลับถูกนายตลาดเล่นงานเอาสาหัส บางคน cutlost บางคน shot against port ไม่ถูกจังหวะ แล้วเหตุการณ์กลับตาลปัดไม่เ็ป็นไปตามคาด ต้องกลับมาซื้อในราคาที่่แพงกว่าที่ขายออกไป สร้างความเสียหายกับพอร์ตไปอย่างมาก

อ่านต่อ…

สวัสดีครับ
ช่างนี้ตลาดหุ้นตกลงมาแรง จากดัชนี SetIndex 1,1xx มาอยู่ที่ 916.21 จุด
จากความกังวลเกี่ยวกับเศรษฐกิจการเงินทางฝั่งยุโรป ในขณะที่นักลงทุนหลายท่านเริ่มล้างพอร์ตกันไปแล้ว

มาแอบดูกันว่าหุ้นตัวไหนใน 10 อันดับที่ตกลงมาสูงที่สุดกันครับ

อ่านต่อ…

ธรรมชาติของตลาดหุ้นนั้นมีความผันผวน ขึ้น ๆ ลง ๆ เวลาที่มันซึม ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหวไปในทางใดทางหนึ่งแรง ๆ เราเรียกกันว่า side-way เวลาที่มันพุ่งไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาขึ้นหรือ ภาวะตลาด”กระทิง” และเวลามันลงไม่หยุดเราเรียกมันว่าขาลงหรือ ภาวะตลาด”หมี”
ในภาวะตลาดต่าง ๆ เรามักเห็นอาการต่าง ๆ ของผู้คนที่สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งจนสังเกตุเห็นได้ชัด

คนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะกระทิงหรือคึกคะนองกันไปกับตลาดขาขึ้นผมขอเรียกว่าชาวกระทิง
เช่นเดียวกับคนที่มีความเห็นอย่างแรงกล้าว่าตลาดจะเข้าสู่ภาวะหมีหรือคึกคะนองเมื่อเห็นตลาดขาลงผมขอเรียกว่าชาวหมี
ประเด็นที่น่าสนใจจนต้องเอามาเขียนลงเป็นบทความมีอยู่ว่า ทำไมทั้งชาวหมีและชาวกระทิงถึงดูคะนองกันจนเกิดเป็นดราม่าให้พบเห็นทั่วไปในสื่อออนไลน์เช่นตามเว็บหุ้นต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งตาม social network อย่าง facebook หรือ twitter (อีกหน่อยคงเป็น Google+)

พฤติกรรมที่ดูแปลกเช่นนี้บางทียากจะหาเหตุผลมารองรับแต่สามารถอธิบายได้ดีจากมุมมองทางจิตวิทยา เราลองมาค้นหาตัวตนของพวกเขากันดูนะครับ

ชาวหมี ในกรณีที่เขาไม่ได้ลงทุนในหุ้น หรือ อาจจะลงทุนในแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับหุ้นมาก ๆ อย่างมีนัยสำคัญ
การที่เขาแสดงออกถึงมุมมองทางด้านลบอย่างเกินพอดีหรือจนออกนอกหน้าทั้งที่ตนเองนั้นก็ไม่ได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเหตุการณ์ของตลาด เหตุผลที่ซ่อนอยู่เป็นเพราะความคับข้องใจของตัวเขาเองโดยที่เขาอาจไม่รู้ตัวเลยก็ได้ ซึ่งความคับข้องใจนั้นอาจเกี่ยวข้องกับตลาดโดยตรง เช่น เคยเสียหายอย่างหนักกับตลาดหุ้นมาก่อน หรือในวัยเด็กผู้อุปถัมภ์ของตนอาจเสียหายจากตลาดหุ้นแล้วส่งผลกระทบต่อชีวิตของตน หรืออาจเป็นความเกี่ยวข้องในทางอ้อม อย่างเช่น อาจมีความคับข้องใจในชีวิตที่ถูกเอาเปรียบในโลกของทุนนิยม พวกเขาอาจเคยถูกคู่ค้าในธุรกิจโกงจนเสียหายอย่างหนัก หรืออาจเป็นลูกหนี้ที่ไม่พอใจกับการที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพง ๆ ให้กับนายทุน หรือบางทีอาจไม่มีความเกี่ยวข้องกันกับตลาดหุ้นอย่างสิ้นเชิงเลย เช่น ความคับข้องใจที่สั่งสมมาในวัยเด็กที่มักถูกแย่งขนมหรือของเล่น หรือแม้กระทั่งความคับข้องใจที่เกิดการติดขัดในการขับถ่ายหรือการฝึกใช้ปากในวัยทารก ก็อาจเป็นที่มาของสาเหตุได้
มุมมองในแง่ร้ายของพวกเขาที่มีต่อตลาดทุนหรือตลาดหุ้นมีต้นตอมาจากการระเหิด ((sublimation) หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการรั่วไหลออกมาอย่างเล็กน้อย) เอาความคับข้องใจที่ฝังรากลึกอยู่ในระดับจิตใต้สำนึกออกมาสู่โลกภายนอก ซึ่งมักจะถูกกระบวนการทางจิตปรับเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่สังคมยอมรับได้ อย่างเช่น แสดงออกมาเป็นคำแนะนำหรือความเห็นที่ดูหวังดี แต่นั่นก็กลับยิ่งดูแปลก เพราะบางทีพวกเขาก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้มากกว่าคนอื่น ๆ ที่เขาพยายามให้คำแนะนำ ชาวหมีบางคนไม่เคยมีแม้แต่ประสบการณ์ในการลงทุนจริง ๆ ด้วยซ้ำไป
พวกเขามักจะมาพร้อมกับข่าวร้ายได้ต่าง ๆ นา ๆ สารพัด แต่ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เพราะมักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ในภาวะตลาดกระทิงพวกเขายังคงเป็นหมีอยู่อย่างเงียบ ๆ อาจจะออกมาปรากฎให้เห็นบ้างแต่ค่อนข้างน้อยเพราะไม่ค่อยมีใครฟังเขา แต่ในภาวะตลาดหมีพวกเขาจะดูคึกคะนองมาก ทั้งที่ไม่ได้มีส่วนได้เสียกับภาวะตลาดนั้น ๆ
คนกลุ่มนี้มักไม่ค่อยเปลี่ยนจากหมีมาเป็นกระทิง และเป็นความผิดปกติทางจิตที่บำบัดยากที่สุดในกลุ่มเพราะมักเป็นเรื่องที่ฝังลึกอยู่ในใจมานาน

อ่านต่อ…

โปรเจคนี้เป็นการนำ Kinect Sensor มาใช้เป็น Motion Capture ครับ
โดยหลักการก็คือ นำอุปกรณ์ Kinect ซึ่งเป็นกล้องที่มี Depth sensor มาจับภาพของเรา จากนั้น ก็ detect ในส่วนที่คาดว่าเป็นตัวคน(ตัวแบบของเรา) แล้วก็บันทึกจุดข้อต่อต่าง ๆ นำมาเก็บไว้ใช้งาน

เพียงเท่านี้ก็ได้ Motion Capture ราคาไม่แพงแถมใช้สะดวกนำมาใช้งานกันแล้วครับ :)

จาก Video ตัวอย่างจะเห็นว่ายังมีจุดที่ Error อยู่บ้าง แต่ถ้านำโปรแกรมมาปรับปรุงอะไรอีกเล็กน้อย น่าจะนำไปใช้งานได้จริงครับ

หมายเหตุ: พึ่งรู้ว่าปริมาณ Data stream ที่ใช้ใน motion capture นี่เยอะเอาการเลยทีเดียว

download โค้ดโปรแกรมที่ใช้ Render ได้ที่นี่ครับ (Run บนภาษา Thaithon)

(ข้อมูลบางส่วนถูกเข้ารหัส)

ช่วงเวลานี้เป็นเวลาครบ 3 ปีแล้วนับแต่วันแรกที่ผมเริ่มเปิดพอร์ตลงทุนและเข้าซื้อหุ้น
1 ปีที่ผ่านมานี้ผมทำผลตอบแทนได้ 44.2663% ลดลงมาจากจุดสูงสุดที่พึ่งผ่านมาพอสมควรเนื่องจากตลาดเข้าสู่ช่วงขาลง
ในขณะที่ผลตอบแทนรวมดัชนี SET Tri ให้ผลตอบแทนที่ 35.5278%   set100Tri ให้ผลตอบแทน36.1795%
ปีนี้นับเป็นปีที่ผมได้ผลตอบแทนน้อยมากหากนับจากส่วนต่างจากการชนะตลาดจะเป็นปีที่ชนะตลาดได้น้อยที่สุด
เป็นเพราะกลยุทธ์ที่เน้นความปลอดภัยเน้นตั้งรับค่อนข้างมากและมีการกระจายความเสี่ยงมาก

อ่านต่อ…

Texas Holdem poker หรือเกมไพ่เท็กซัส เป็นเกมไพ่โป๊กเกอร์รูปแบบหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
มีจุดที่น่าสังเกตุอย่างหนึ่งเกี่ยวกับไพ่เท็กซัสก็คือ เกมนี้ รวมถึงโป๊กเกอร์ในรูปแบบต่าง ๆ นั้นเป็นที่นิยมของบรรดาผู้จัดการกองทุนที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศเป็นอย่างมาก
กองทุนเฮดจ์ฟันด์หลาย ๆ แห่งใช้เกมโป๊กเกอร์อันนี้ในการฝึกฝนเทรดเดอร์เพื่อให้นำทักษะเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการลงทุนจริง
เฮดจ์ฟันด์บางแห่งใช้ทักษะการเล่นโป๊กเกอร์เป็นคุณสมบัติหนึ่งในการคัดบุคลากรเข้าทำงาน
โดยส่วนตัวผมเองก็คิดว่าเกมโป๊กเกอร์โดยเฉพาะไพ่เท็กซัสนั้นมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับการลงทุนไม่น้อย เราลองมาไล่กันดูเป็นข้อ ๆ ถึงลักษณะร่วมของไพ่เท็กซัสและการลงทุนดูครับ

1. ผู้เล่นต้องเข้าใจกฎพื้นฐานของเกม: นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทุก ๆ เกม หากผู้เล่นไม่รู้ว่าไพ่ในมือเป็นไพ่ที่ดีก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากมันได้เต็มที่ ในการลงทุนนั้น หากไม่ศึกษาในสิ่งที่เราลงทุนให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ก่อน ก็ยากนักที่จะประสบความสำเร็จ

2. เมื่อใดที่คุณนำอารมณ์มาใช้ในเกม เมื่อนั้นคุณก็แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม: มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีโอกาสได้เห็นผู้เล่นท่านหนึ่งที่มีฝีไม้ลายมีที่ดีมาก เขาค่อย ๆ สะสมกำไรทีละนิด ๆ จนเป็นกอบเป็นกำขึ้นมา แต่พอเจอกับตาที่แพ้หนัก ๆ เข้าหน่อย รูปแบบการเล่นก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว ผมเห็นเขาเริ่มลงหนัก ๆ ในแต่ละตา ๆ แล้วก็แพ้เป็นส่วนใหญ่ เบี้ย(Chip)ที่เขาค่อย ๆ สะสมมาหลายสิบตานั้นหายไปในเพียงไม่กี่ตาสั้น ๆ แล้วเขาก็จากโต๊ะไป ในเกมการลงทุนก็เช่นกัน เมื่อใดที่คุณนำอารมณ์มาใช้ ยิ่งมากเท่าใดความเป็นเหตุเป็นผลก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น มันจะชักนำให้คุณทำเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลได้ตลอดเวลา

อ่านต่อ…

สืบเนื่องจากบทความที่แล้วเรื่องอัตราส่วนการบริโภคของชาวไทย จากโมเดล Y = 1646.4454 + 0.6966(X) เราได้ทราบกันว่าอัตราการออมของชาวไทยนั้นมีแนวโน้มวิ่งเข้าใกล้ 30% ต่อรายได้ต่อเดือน หากปริมาณรายได้นั้นเพิ่มขึ้น
ทีนี้ผมมีความสงสัยอยากรู้มากยิ่งขึ้นถึงอัตราการออมของคนในพื้นจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ว่ามีอัตราการออมเดียวกันไหม จึงได้ทำการศึกษาเพิ่มเติมครับ
ก่อนไปถึงจังหวัดที่ผมอาศัยอยู่ลองมาวัดอัตราส่วนการบริโภคของชาว กทม. กันดูก่อนครับ
โมเดลอัตราส่วนการบริโภคของชาว กทม. ที่ผมคำนวนได้คือ Y = 5334.2149 + 0.5644(X)
โดยที่ Y คือ อัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากร ซึ่งจะผันแปลตามตัวแปล X
โดยที่ X คือ อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากร
มาดูกราฟกันครับ

#คำสั่งภาษาไทยธอน
กราฟของฉัน = สร้างกราฟ("แบบจำลองอัตราส่วนการบริโภค\nของประชากรชาวกทม.",(640,480))
X = [16918,21550,26054,26909,29589,29843,36658,39020,42380] #อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวกทม.
Y = [14125,17846,20780,20448,21919,22982,25749,25615,30334] #อัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวกทม.
กราฟของฉัน.พล็อต(X,Y,สี=(255,0,0),สัญลักษณ์=0)
กราฟของฉัน.ตั้งชื่อแกนเอ็กซ์("รายได้เฉลี่ยต่อเดือน")
กราฟของฉัน.ตั้งชื่อแกนวาย("ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน")
กราฟของฉัน.ใส่เส้นตาราง()
b1 = 5334.2149
b2 = 0.5644
แบบจำลอง = คำสั่งย่อ x:b1 + b2*x
Z = []
แต่ละ ตัวข้อมูล ใน X:
Z.ต่อด้วย(แบบจำลอง(ตัวข้อมูล))

กราฟของฉัน.พล็อต(X,Z,สี=(0,255,0))

อ่านต่อ…

จากบทความที่ผ่านมาเรื่อง Anchoring ทำให้เราค้นพบกันว่า การยึดติดกับข้อมูลตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไปนั้นทำให้การตัดสินใจของเรามีอคติเจอปนอยู่ได้มาก อันที่จริงแล้วยังมีอคติอีกหลาย ๆ ประเภทแต่ขออนุญาติละเอาไว้ก่อน หากมีโอกาสจะทะยอยนำมาเสนอให้อ่านกันครับ
และจากที่มีเพื่อน ๆ หลายคนถามกันมาว่าผมมีวิธีในการกะเกณฑ์คาดเดาเรื่องต่าง ๆ รอบ ๆ ตัว ผ่านเครื่องไม้เครื่องมีทางคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร
วันนี้เลยขอเสนอเรื่องเกี่ยวกับการชี้วัดทางคณิตศาสตร์ ซึ่งอาจช่วยให้เราใช้เป็นตัวเลือกประกอบการตัดสินใจ หรือแม้แต่สามารถนำมาใช้พยากรณ์เหตุการณ์ต่าง ๆ โดยหลีกเลี่ยงการเอาอคติเข้ามาเจอปนครับ

โดยข้อมูลที่จะทำการศึกษากันในวันนี้ผมขอเลือกใช้ อัตรารายได้และอัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวไทยครับ
เนื่องจากสมมุติฐานที่ว่า “อัตราค่าใช้จ่ายนั้นจะผันแปรตามอัตรารายได้ของเรา” จะให้ผลเป็นสมการเชิงเส้น ซึ่งง่ายต่อการศึกษาวิเคราะห์กันครับ

ข้อมูลดิบ "อัตรารายได้และอัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวไทย"
ปีพ.ศ.      2537    2539    2541    2543    2545    2547    2549    2550    2552
รายได้      8,262      10,779      12,492      12,150      13,736      14,963      17,787      18,660      20,904
ค่าใช้จ่าย      7,567      9,190      10,389      9,848      10,889      12,297      14,311      14,500      16,205

จากข้อมูลดิบเหล่านี้หากเรานำมาพล็อตเป็นกราฟจะเห็นความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ชัดเจนขึ้นครับ

** ใช้โปรแกรมภาษาไทยธอนเวอร์ชั่น 1.11 ขึ้นไป ดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

#คำสั่งภาษาไทยธอน
กราฟของฉัน = สร้างกราฟ("แบบจำลองอัตราส่วนการบริโภค\nของประชากรชาวไทย",(640,480))
X = [8262,10779,12492,12150,13736,14963,17787,18660,20904] #อัตรารายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวไทย
Y = [7567,9190,10389,9848,10889,12297,14311,14500,16205] #อัตราค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อครัวเรือนต่อเดือนของประชากรชาวไทย
กราฟของฉัน.พล็อต(X,Y,สี=(255,0,0),สัญลักษณ์=0)
กราฟของฉัน.ตั้งชื่อแกนเอ็กซ์("รายได้เฉลี่ยต่อเดือน")
กราฟของฉัน.ตั้งชื่อแกนวาย("ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน")
กราฟของฉัน.ใส่เส้นตาราง()


อ่านต่อ…

Counter Attack หรือ”การสวนกลับ” เป็นเทคนิคที่ผมยืมมาจากวิชาศิลปะการต่อสู้ในแขนงต่าง ๆ
โดยนักสู้สายที่เน้น Counter Attack มักจะเน้นการตั้งรับเพื่อรอจังหวะสวนกลับ
ในระหว่างที่เน้นการตั้งรับอยู่นั้น พวกเขาก็จะคอยวิเคราะห์อ่านเกมและชั้นเชิงของอีกฝ่ายได้อย่างใจเย็น และพอได้จังหวะก็ทำการสวนกลับ
ซึ่งพลานุภาพของการ Counter นั้นมักส่งรุนแรงกว่าการออกอาวุธธรรมดาทั่ว ๆ ไป
ด้วยสาเหตุหลัก ๆ ตามชนิดของการทำ Counter Attack ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 แบบด้วยกัน

แบบแรก คือ การสวนกลับไปที่จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามขณะเปิดจุดอ่อน และ กำลังเสียสมดุลเพราะออกอาวุธหนัก (นึกถึงหมัดสวนของมวยสากล นักชกคนไหนโดนหมัดสวนไปที่ปลายคางเป็นต้องออกอาการกันทุกราย)

แบบที่สอง คือ การยืมแรงของฝ่ายตรงข้าม (นึกถึงเวลามีคนวิ่งมาเร็ว ๆ แล้วเราไปขัดขาเบา ๆ จากนั้นก็ล้มทับอีกรอบ) แบบที่สองนี้จะพบได้บ่อยในศิลปะการต่อสู้ในแถบเอเชีย ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบให้กับคนตัวเล็กในการต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่ตัวใหญ่กว่าได้บ้าง
ไม่ว่าจะแบบไหนถ้าใช้ถูกจังหวะ การทำ Counter Attack นั้นก็สร้างพลานุภาพได้เห็นผลชงัดทั้งสิ้น

อ่านต่อ…

Anchoring หรือ การผูกติด เป็นคำศัพท์ทางจิตวิทยา ถูกคิดขึ้นครั้งแรกโดย Amos Tversky และ Daniel Kahneman มีความหมายถึงอคติของมนุษย์ที่มักไปผูกติดกับข้อมูลบางอย่างมากจนเกินไป มักเกิดขึ้นเมื่อเราใช้สามัญสำนึกไปตัดสินใจในเรื่องใด ๆ โดยปราศจากการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน

ตัวอย่างแรกในการทดลอง “การผูกติด” นี้ ผู้ทดลองได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่ามีชนชาติอาฟริกันจำนวนเท่าใดในสหรัฐอเมริกา  ผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 10 %” มักจะตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 25%
ส่วนผู้เข้าร่วมการทดลองที่ถูกตั้งคำถามต่อว่า “มากหรือน้อยกว่า 65 %” มักจะให้ตอบอยู่ในค่าเฉลี่ยที่ 45%

ตัวอย่าง ในการทดลองที่สอง ผู้เข้าร่วมการทดลองจะถูกขอให้เขียนเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคม จากนั้นผู้เข้าร่วมการทดลองก็ถูกขอให้ประมูลสิ่งของที่ตนเองไม่รู้มูลค่า เช่น ไวน์ ช็อคโกแล็ต หรือ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
ผลปรากฎว่า ผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมที่สูง ๆ จะให้มูลค่าประมูลสูงกว่าผู้ที่มีเลขท้ายสองตัวหลังของบัตรประกันสังคมต่ำ ๆ ถึง 60-120%

ความผิดปกติเหล่านี้ เกิดจาก “การผูกติด” นั่นเองครับโดยในการทดลองแรก ผู้เข้าร่วมทดลองไปผูกติดกับคำถาม ที่ถามนำ ส่วนการทดลองหลัง ผู้เข้าร่วมทดลองดันไปผูกติดกับหมายเลขประกันสังคมของตัวเองซึ่งไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับมูลค่าของ สิ่งของที่ใช้ประมูลเลย

ตัวอย่างการผูกติด นี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้บ่อย ๆ แต่บางครั้งถ้าเราเอาการผูกติดนี้มาใช้ประเมินสถานการณ์สำคัญ ๆ อย่างการลงทุนนั้น อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้อย่างมหาศาล

อ่านต่อ…